คลังปลื้มภาษีนิติบุคคลฟื้น เดือนพ.ค.เก็บได้เฉียดแสนล้าน
กรมสรรพากรคาดยอดจัดเก็บภาษีนิติบุคคลเดือนพ.ค.เริ่มกระเตื้อง มากกว่า 9หมื่นล้านบาท จากเป้า 1 แสนล้าน แนวโน้มทั้งปีผลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่ากรอบไม่เกิน 2.8แสนล้าน ด้านกรมบัญชีกลางรับอานิสสงง์เงินคงคลังเพิ่มกว่า 5 หมื่นล้านจากภาษีนิติบุคคล
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า การเก็บภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นผลประกอบการของปี 2551 เบื้องต้นต่ำกว่าเป้าอยู่เล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการค้าน้ำมันเสียภาษีน้อยลง ตามราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ยังมีการเสียภาษีนิติบุคลตามปกติ ซึ่งต้องรอดูผลจนถึงสิ้นเดือนนี้ ว่าการเก็บภาษีนิติบุคคลจะได้ตามเป้าหรือ น้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้
แหล่งข่าวกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การเก็บภาษีนิติบุคคลเดือน พ.ค.นี้ ตั้งเป้าไว้1 แสนล้านบาท แต่คาดว่าจะเก็บภาษีได้จริงน้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทอย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันที่ 31 พ.ค.นี้ ตรงกับวันหยุดราชการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียภาษีนิติบุคคลได้อีก 1 วันทำการ ซึ่งจะทำให้เงินภาษีนิติบุคคลบางส่วนไปอยู่ในเดือน มิ.ย. จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในเดือน พ.ค. นี้ทั้งหมด
แหล่งข่าวกรมสรรพากร กล่าวว่า การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการปี 2551ที่ผ่านมา มีการขยายตัวมากกว่าปี 2550 แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการปี 2551 ไม่ได้รับผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจ ที่เพิ่งเกิดปัญหาเมื่อเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา
สำหรับการเก็บรายได้ 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 จัดเก็บรายได้รวม 6.44 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.28 แสนล้านบาท หรือ 16.7% เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลัก
โดยกรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 5.18 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6.19หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10.7% กรมสรรพสามิต เก็บภาษีได้ 1.53 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3.15 หมื่นล้านบาท หรือ 17.1% และกรมศุลกากร จัดเก็บได้ 4.74 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.05 หมื่นล้านบาท หรือต่ำเป้า 18.1%
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า แนวโน้มการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในเดือนเม.ย. เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่สูงกว่าเดือนก่อน แม้จะมีวันหยุดหลายวัน และจะมีเงินภาษีจากนิติบุคคลเข้ามาเดือนพ.ค.นี้ จึงมองว่าทั้งปีการจัดเก็บรายได้น่าจะยังอยู่ในกรอบเดิมที่ต่ำกว่าเป้าหมาย 280,000 ล้านบาท
นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงเงินคงคลังของรัฐบาลล่าสุดว่า จากการ จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในเดือน พ.ค.ที่จัดเก็บได้ดี ทำให้เงินคงคลังเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งนับจากปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีการจัดเก็บรายได้ที่ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลมีเงินคงคลังรวม 114,700 ล้านบาท
และคาดว่าสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เงินคงคลังจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเร่งด่วน ทั้งรายจ่ายด้านลงทุนและชำระหนี้
ข่าวหุ้น
เคลียร์ปัญหามาบตาพุดโดยด่วน
ที่ประชุม กรอ.ให้ 2 เดือนชี้ขาดอี-ออคชั่น
“อภิสิทธิ์” สั่งผ่าน กรอ. ให้ทุกหน่วยงานเร่งเคลียร์ปัญหานิคมมาบตาพุด กำชับต้องหาข้อสรุปให้ได้เร็วที่สุด สั่งกรมบัญชีกลางศึกษาข้อดี – ข้อเสียนะบบอี-ออคชั่น ให้เวลา 2 เดือน ตัดสินว่าจะใช้ต่อหรือไม่ ด้านเอกชนเสนอวิธีบริหารค่าบาทแยกขาดตลาดหุ้น-ส่งออก จะได้ไม่ผันผวน
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนที่เสนอให้รัฐบาลทบทวนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออคชั่น ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างงานของส่วนราชการวงเงิน 2 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการฮั้วราคาได้จริง และทำให้ เอกชนทำงานลำบาก มีปัญหาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดการประมูล คุณภาพของเนื้องาน ผู้รับเหมาทิ้งงานทั้ง ๆ ที่เบิกจ่ายเงินงวดแรกไปแล้ว จนทำให้ภาครัฐได้รับความเสียหาย จึงมีข้อเสนอ 3 แนวทาง คือ ต้องแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 หรือยกเลิกระบบอี-ออคชั่นไปเลย หรือหากยังคงใช้อยู่ก็ให้นำมาใช้เฉพาะการจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ทั่วไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รักษาการปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ระบบอี-ออคชั่นก็มีส่วนดีและป้องกันการฮั้วราคาได้ระดับหนึ่ง ทางนายกรัฐมนตรีจึงให้เวลา 2 เดือน ให้กรมบัญชีกลางไปทำการศึกษาและประเมินการใช้ระบบอี-ออคชั่น มาในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะใช้ต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประกาศให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดระยอง และภาคเอกชนเร่งประชุมร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาความไม่ชัดเจนในแนวทางปฏิบัติของภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมมลพิษ เช่น จังหวัดระยองไม่กล้าออกใบอนุญาตให้ แม้รัฐบาลจะมีความชัดเจนในแง่นโยบายแล้ว แต่อุตสาหกรรมที่ขยายการลงทุนไปแล้ว ประมาณ 60 โครงการ มูลค่าลงทุนร่วม 400,000 ล้านบาท ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้
นอกจากนั้น ยังได้รับฟังข้อเสนอของเอกชนที่เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แยกวิธีการบริหารจัดการเงินที่ไหลเข้ามา ระหว่างเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อเก็งกำไรและเงินที่มาจากการส่งออกสินค้า เนื่องจากผู้ส่งออกได้รับผลจากการผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่ง ธปท.ได้รับไปพิจารณา พร้อมกับรายงานว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าค่าเงินบาทยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยการแก้ปัญหาการลงทุนที่มาบตาพุดนั้น ที่ประชุมมอบหมาย สศช.นัดหมายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ส่วนราชการต่างๆ ภาคเอกชนและจังหวัด เข้าหารือแนวทางการแก้ปัญหากรณีเอกชนได้ลงทุนขยายโรงงานไปแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ และต้องหารือให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด
ส่วนปัญหาการขาดสภาพคล่องของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหารือธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (ธสน.) และ
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเหลือ โดยพบว่าวงเงินที่ ธสน.ได้เข้าไปค้ำประกันให้ เอกชนขณะนี้ คิดเป็นเพียง 8-9% ของวงเงินที่มีกว่า 150,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการลงทุนที่มาบตาพุดนั้น พบว่ามี 40 โครงการที่ต้องชะลอ แม้บางรายจะเริ่มก่อสร้างโรงงานไปแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าจะต้องทำการสำรวจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ใหม่หรือไม่ หรือหากไม่ต้องทำอีไอเอจะต้องไปขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อีกครั้ง หรือว่าต้องไปขอกับหน่วยงานใหม่ แม้ว่าทั้ง 40 โครงการ ได้เตรียมงบลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท
ดังนั้น เมื่อมีการชะลอการลงทุนก็จะทำให้ โครงการที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของไทยที่ได้ ลงทุนไปแล้ว ไม่สามารถดำเนินธุรกิจและผลิตได้ ครบวงจร ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 480,000 ล้านบาท และสูญเสียโอกาสในการส่งออก โดยปีที่ผ่านมามีการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมากกว่า 250,000 ล้านบาท รวมทั้งจะเสียโอกาสการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า 218,000 ล้านบาท และทำให้ลดอัตราการจ้างงานในส่วนที่เกี่ยวเนื่องโครงการกว่า 100,000 คน นอกจากนี้ หากชะลอการลงทุนจะส่งผลต่อระบบการเงิน เพราะแต่ละโครงการก็กู้เงินจากธนาคารทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมสนับสนุนกลางน้ำและปลายน้ำอื่นๆ เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ไทยรัฐ เดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์ บ้านเมือง
กรุงเทพธุรกิจ ไทยโพสต์ สยามรัฐ