Reflection ธนาคารชีวิต

ผมไม่เชื่อในเรื่องบังเอิญ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมีเหตุมีผล มีเหตุปัจจัยมีที่มา ไม่ว่าการเชื่อเช่นนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ผลอย่างหนึ่งก็คือ เราจะใช้ชีวิตอย่างใคร่ครวญมากขึ้น

ทุกวันนี้ ชีวิตมันดูเร่งรีบ เร่งรัด ครั้งหนึ่งมีวิทยากรท่านหนึ่งบอกต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่า เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเพียงยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า ฉะนั้นอะไรๆก็ดูจะ promote ความเร็วไปเสียหมด บะหมี่สำเร็จรูปขายดีเป็นเทน้ำเทท่า fastfood ผุดปรากฏยิ่งกว่าดอกเห็ดยามวสันตฤดูในป่าดิบชื้น อีกหน่อยเราอาจจะต้องรีบหายใจเร็วๆด้วยรึเปล่านี่ เพื่อที่จะได้ "ตามทัน"

แต่ที่ที่หนึ่งที่เข้าไปเมื่อไร ก็ "ช้าลง" ที่ยังเห็นได้ก็คือที่ "วัด"

"วัด" มีขัณฑสีมาที่มหัศจรรย์ แม้แต่สัตว์ แมว หมา กา ไก่ ก็รู้ได้ สัมผัสได้ มีความร่มรื่น สุขุมคัมภีรภาพ ความร่มรื่นนี้สิ่งมีชีวิตในอาณาบริเวณสามารถ sense ได้ รู้สึกได้ โดยเฉพาะถ้าเรา "เปิดใจ เปิดอารมณ์" ไม่ได้แค่เปิดความคิด เปิดสมองเท่านั้น Anna Wise ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Awakening the Mind เคยกล่าวถึง awaken brainwave ที่มีส่วนของ alpha wave และ theta wave (ผ่อนคลาย และ deep meditation) ในเวลาเดียวกับที่เราเปิด beta wave หรือใช้คลื่นสมองยามตื่นตัว ทำให้เราสามารถ "หยั่งลึก" ลงไปในตัวตนและศักยภาพที่แท้ของเราเองได้ ต่อเมื่ิอเราผ่อนคลาย relax อย่างแท้จริง

บรรยากาศที่วัดดอน ต.คูเต่า จ.สงขลา ที่เราไปเยี่ยมเยียนมาก็เป็น typical ของวัดอย่างที่ว่า แม้ว่าอากาศจะค่อนข้างร้อน (ก่อนฝนตก) ชนิดเหงื่อหยดติ๋ง แต่เมื่อเราเข้ามาในบริเวณ นั่งที่หน้าศาลา เราก็เริ่มช้าลง และเย็นลง Entropy ที่ดูพลุ่งพล่านดูจะผ่อนคลายลง พลังงานศักย์เล็กๆเริ่มก่อร่างสร้างตัวสะสม โดยเฉพาะพอได้ราดรดด้วยน้ำอ้อยเย็นฉ่ำ ตอนนี้เองที่เรากำลัง "สัมผัส" กับชุมชนที่เราตั้งใจมาชม ชุมชนที่เย็น ช้า และเพื่อเธอ....

พี่เต็มได้นั่งที่ใต้ต้นไม้ มองขึ้นไปตรงกับพวงขนุนพวงเบ่อเริ่มพอดี หวาดเสียวแทน

สมาชิกค่อยๆ settle ขณะที่ทีมเจ้าภาพเริ่มลำเลียงน้ำอ้อยเย็นเจี๊ยบมาแจกจ่่าย

ศาลาใหญ่ภายในวัด ที่พึ่งทราบว่าสร้างแบบสถาปัตยกรรมภาคใต้ เสาไม่ได้ฝังแต่วางไว้เฉยๆ

ศาลาและบริเวณที่เรามานั่ง อยู่ข้่างหน้าพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดดอน

มีต้นไม้ร่มรื่นรายเรียงโดยรอบ สีเขียวของใบไม้กลบเกลื่อนไอแดดลงอย่างรวดเร็ว

เขาทำได้อย่างไร?

คำถามที่ผมสนใจ และคิดว่าอาจจะไม่ได้คำตอบตรงๆ ตั้งไว้ก่อนที่จะมาก็คือ "ทำได้อย่างไร อะไรเป็นแรงบันดาลใจ" ผมเชื่อว่าแรงบันดาลใจเป็นตัวผลักดันสรรพสิ่ง ส่วนเครื่องมือเครื่องไม้นั้นมาทีหลัง และมาอย่างไรมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นกับแรงบันดาลใจของเราเอง ที่จะผลักดัน หรือแม้กระทั่งเป็นแรง "อธิษฐาน" ขอให้เกิด ขอให้มี อย่างที่มีประโยคที่ว่า "เมื่อศิษย์พร้อม ครูบาก็ปรากฏ" เมื่อเราเตรียมตัวเราให้ดี สิ่งที่พึงเกิดก็จะบังเกิดตามเหตุปัจจัย ชุมชนแห่งนี้คงจะไม่ได้เกิดเพียงเพราะไป copy ideas จากที่ไหนมา หรือไปอ่านเจออะไรมา แต่เหตุปัจจัยมากมายหลายประการ the sources ที่มาของคนในชุมชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ก่อตั้ง และสมาชิกต้นกำเนิด 18 ท่าน) เจตจำนงความมุ่งมั่น

เมื่อเรานำเอาน้ำมาแก้ว หนึ่ง ค่อยๆใส่เกลือลงไปทีละช้อนๆ จนประมาณช้อนที่ร้อย เกิดเป็นผลึกเกลือสวยงามขึ้น ผลึกเกลือนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

  • เพราะเกลือช้อนที่ร้อยนี่เองที่ทำให้เกิดผลึก
  • เพราะช้อนพลาสติก
  • เพราะช้อนสีแดง
  • เพราะท่าเทเกลือ ทำให้เกิดผลึก
  • เพราะการกวน การคน ทำให้เกิดผลึก

ฯลฯ แล้วเกลืออีก 99 ช้อนที่ละลายอยู่ก่อนเล่า? มีส่วนทำให้เกิดผลึกเกลือหรือไม่?

ใน mentality ของยุค How To ที่เรามักจะให้ความสำคัญกับ "ทำอย่างไร" บางทีเราคิดว่าเมื่อเราทราบวิธี เสมือนกับมี magic wand ที่จะทำอะไรให้สำเร็จก็ได้ ขอเพียงฉันมี protocol มี guidelines มี manual ก็เพียงพอ นี่เป็นการคิดแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงเกลือ 99 ช้อนแรกว่ามีส่วนทำให้ผลึกเกลือที่งดงามวิจิตรนั้นเกิดขึ้นมาได้ แต่ไปหมกมุ่นกับการเกิดแบบสมการเชิงเดี่ยว หรือ linear equation ทว่าในอิทัปปัจจยตานั้น เราจะใคร่ครวญถึง "เหตุปัจจัย" ซึ่งไม่ได้มีเพียงปัจจัยเดียว หากเป็นผลองค์รวมของทุกปัจจัยในอดีตนำมาสู่ปัจจุบัน

ดังนั้น ในการที่จะทำความเข้าใจว่า "ธนาคารชีวิต" นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราคงจะต้องพยายามเชื่อมโยงสฬายตนะและโยนิโสมนสิการหรือการใคร่ครวญอย่างแยบคายให้เปิดรับ "ตัวตน" ที่เป็นที่มา เป็น The Source เป็นผืนดินอันอุดมของชุมชนนี้ก่อน เข้าใจดิน เข้าใจน่้ำ อากาศ ภูมิประเทศ ความสอดประสานระหว่างบุคคล จึงจะเข้าใจฮวยจุ้ย เข้าใจอี้จิง ของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้อธิบายไม่ได้ พรรณนาก็ยาก แต่เรารับรู้ได้โดยใช้ทั้งหมดของเราร่วมรับรู้ ถอดถอนตัวตนเดิมเราไว้ชั่วคราวเพื่อจะซึมซัมตัวตนของเขาทั้งหมด เสร็จแล้วค่อยนำเอาทั้งเขาและเรามารวมกัน กำเนิดตัวตนใหม่ของเราอีกครั้งหนึ่ง

สมภารทองพูดติดขันๆเวลามีเด็กนักเรียนมาสังเกต ขอ sheet เพื่อจะเขียนรายงานเอาคะแนน จนภายหลังท่านเมตตาก็เลยตระเตรียม "ข้อมูลแบบ concise" เอาไว้แจกจ่าย แต่ท่านก็บอกว่าถ้ามาเอาแค่นั้นคงจะไม่ได้อะไร คงจะไม่เห็นอะไร น่าจะมาอยู่ มาทำ มาเห็น ให้เกิดภาวนามยปัญญา คือนำไปใคร่ครวญ จึงจะเข้าใจในที่มาของชุมชนวัดดอนแห่งนี้ได้

ชีวิตของชุมชนที่ใช้หลักศาสนา ที่นำเอามงคลชีวิตชี้นำ น่าจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และ KPI อย่างหนึ่ง​ (ถ้าอยากจะได้ KPI) ก็คือการที่ธนาคารแห่งนี้สามารถอยู่รอดมา 20 ปี โดยสู้กับความอยากมีเงินเยอะๆ อยากมีดอกเบี้ยงอกเงย อยากร่ำรวยเพื่อที่จะ "ทำได้มากกว่านี้" แสดงถึงการรักษาไว้ซึ่งที่ีมาของ original motivation ว่าทุกอย่างทำเพียงเพื่อพออยู่ "โยมอยู่ได้ วัดอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้" เป็น model ของเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้ ไม่ใช่เศรษฐกิจทุนนิยมที่แสวงหาเพิ่ม แต่แสวงหาความพอเพียง ถ้าจะมีอะไรที่แสวงหาเพิ่ม คงจะเป็นความสงบสุขทางใจในปัจเจก และความสงบสุขของชุมชนโดยรวมเท่านั้น

บทสะท้อนนี้คงจะไม่ได้มี "สรุป" แต่เชื่อว่าประสบการณ์ที่ผมและอีกหลายคนได้มารับรู้ (โดยไม่บังเอิญ) คงจะงอกเงยต่อไป รอเวลาเมื่อน้ำ ปุ๋ย ดิน ฟ้าดิน สอดคล้อง งอกเงยเป็นพฤกษาแห่งความรู้ของชีวิตในอนาคตต่อไป