ต้นกล้า คาราวาน

กกเชียง ชื่อโรงเรียนเล็ก ๆ หลังเขาแห่งหนึ่งในอำเภอด่านช้าง  จังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งกำเนิดของต้นกล้าต้นเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง เป็นต้นกล้าที่จะริเริ่มเข้าสู่การอาสา และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมไทย  สังคมที่กำลังเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี การแข่งขันอันโหดร้าย ความไม่เท่าเทียมกันของสังคม  และสังคมที่การศึกษาเป็นไปเพื่อการได้มาซึ่งกระดาษปริญญา  ด้วยเหตุนี้เอง จิตอาสาแห่งการพัฒนาตนเอง และสังคม ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง กำเนิดขึ้นจากศูนย์  ด้วยการรวมตัวกัน ภายใต้ชื่อ อาสา คาราวาน

 

                อาสา คาราวานนี้ เริ่มต้นแนวคิดจากการทำกิจกรรมค่ายอาสา ของกลุ่มคนในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง นั่นคือ วิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ซึ่งได้มีองค์กรกิจกรรมหนึ่งที่มีผู้ร่วมกิจกรรมมากหน้าหลายตา โดยมีกิจกรรมหลักก็คือการออกค่ายอาสาสร้างอาคารเรียน หรือ การปลูกป่าชายเลน การทำบุญบ้านพักคนชรา เป็นต้น  แต่ในระยะหลังการออกค่ายอาสา กลับมีแต่การสร้างอาคารเรียน หรือกิจกรรมต่าง ๆ โดยมิได้เน้นการพัฒนาคนอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่รักการออกค่ายอาสาเป็นชีวิตจิตใจ ต้องถามตนเองว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการกันแน่

 

                อาคม (เคม) ประพันธ์ (เอ) รัฐปกร (แคน) และสมชาติ (เอก) ทั้งสี่คนนี้ เคยเป็นคนที่รักการออกค่ายเป็นชีวิตจิตใจ รักงานอาสา และงานสาธารณประโยชน์ บางคนออกค่ายอาสามากว่า 8 ปี ด้วยความรู้สึกร่วมกันว่าการออกค่ายอาสาด้วยการเน้นการสร้างถาวรวัตถุ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของพวกเราทั้งสี่คน ประกอบกับการเปลี่ยนรุ่นของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ทำให้ความสัมพันธ์กันของคนในองค์กรเริ่มห่างเหินกันไป 

 

                วันหนึ่งพวกเราจึงมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างจริงจัง  การทำงานอาสาด้วยจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอาสา และการทำประโยชน์เพื่อสังคม เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยมองข้าม  แต่สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นอุดมการณ์ร่วมกันของพวกเรา นั่นก็คือ การพัฒนาคน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม การได้เห็นรอยยิ้มของผู้ได้รับความช่วยเหลือ ย่อมมีค่าไม่สมบูรณ์ หากคนที่ไปหยิบยื่นให้นั้น ทำด้วยความรู้สึกเฉพาะหน้า ไม่ยั่งยืน และ อาศัยการอาสา เป็นเครื่องบังหน้า โดยไม่คิดที่จะพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

 

                ความรู้สึกเหล่านี้เริ่มทวีความรุนแรงและดูเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อพวกเรา สามในสี่คน คือ เอก เอ และ แคน ได้มีโอกาสได้ร่วมการทำบุญสร้างพระธาตุ ที่บ้านสาสบหก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งถือเป็นการไปลำปางเป็นครั้งที่สาม หลังจากครั้งแรก เป็นโครงการไปทำฝายชะลอน้ำร่วมกันกับ SCG และครั้งที่สองไปปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้ให้กับหมู่บ้าน ซึ่งทั้งสองครั้งที่ผ่านมาทำให้พวกเรารู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ทั้งได้ทำประโยชน์ด้วยการสร้างฝาย และได้น้องใหม่ไฟแรงนักอาสา อีกด้วย เราจึงได้แรงใจมากขึ้น พร้อมกับได้น้องใหม่เพิ่มมาอีก ได้แก่ ณกมล (นุ้ย) พิษณุ (ดี๋) อนุศักดิ์ (อาร์ม) และศรันยู (กอล์ฟ) รวมกันกับอีกสี่คนข้างต้น ตอนนี้เรามีกลุ่มแนวร่วมแปดคนแล้ว

 

                พวกเราได้พูดคุยถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของพวกเรา โดยกำหนดเป็นวัตถุประสงค์ของกลุ่มคือ

1.      สร้างโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา

2.      พัฒนาพฤติกรรม แนวคิด และจิตสำนึกสาธารณะ

3.      ประมวลความรู้ร่วมกัน เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของแต่ละสังคม

 

หลังจากที่กลับจากลำปางแล้วเราก็ได้เริ่มต้นขบวนการอย่างจริงจัง และกอล์ฟก็ได้นำผู้ร่วมขบวนการใหม่มาอีกสี่คน คือ กมลชนก   ทับทิมศรี (ชมพู่)กมลชนก   เกตุครื้น (อัง)นภาพร   เลี่ยมเหมาะ (ส้มโอ)และละออรัตน์   นาครินทร์ (ออ) รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งสมาชิกใหม่นี้ได้ช่วยเหลือการหาทุนให้กลุ่มมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการออกรับบริจาค การหาของบริจาค และการออกทุนทรัพย์ส่วนตัว ซึ่งก็ถือได้ว่าการพิสูจน์ฝีมือได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและก่อนที่เราจะออกเดินทาง ยุทธพงษ์ (ต้น) เด็กเก่าแก่อีกคนหนึ่งที่รักงานอาสาเป็นชีวิตจิตใจ ก็ได้ติดต่อขอเข้าร่วมคาราวานในครั้งนี้ด้วย  สรุปได้ว่า คาราวานอาสาครั้งแรกเราเกิดขึ้นจนได้ ภายใต้ตอนว่า ต้นกล้า คาราวาน มีสมาชิกรุ่นแรก สิบสามคนถ้วน

 

อาสาคาราวานครั้งแรกนี้จึงมีความกระตือรือล้นในพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับเราเดิมพันอุดมการณ์ หรือความไฝ่ฝันที่เราต้องการแสวงหาในสิ่งที่เราขาดมานาน คนคุ้นเคยทำให้พวกเรารู้สึกสนิทสนมและสนุกสนาน การทำงานในแต่ละวันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ถึงแม้อากาศจะร้อนและเหนื่อยเพียงใด น้องใหม่ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้อะไรแต่เปรียบเสมือนเจอกันมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชมพู่ ที่สร้างเสียงหัวเราะให้คาราวานเราอย่างมาก

               

อุปสรรคในการดำเนินคาราวานของเราตั้งแต่เริ่มแรกคือเรื่อง เงิน เราไม่สามารถหาปัจจัยที่ห้าได้ง่ายนัก เราขายของเก่า ออกรับบริจาค และใช้เงินส่วนตัวคนละประมาณ ห้าร้อยถึงเจ็ดร้อยบาทมาเพื่อทำกิจกรรมนี้ ของต่าง ๆ ที่เรานำมาบริจาคมีราคาแพงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเราเริ่มขัดสน แต่เราก็ผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดี การนำของมาบริจาคเด็กที่นี่มีความรู้สึกได้ถึงความต้องการของผู้รับ เด็ก ๆ มีรอยยิ้มที่อบอุ่น มีระเบียบ มีความอ่อนน้อม น่ารักแบบใสซื่อ พวกเราได้มีโอกาสเป็นครูกันทุกคน บางคนสอนคอมพิวเตอร์ สอนการปฐมพยาบาล สอนภาษาอังกฤษ สุขศึกษารวมทั้งเพศศึกษาด้วย  เด็กทุกคนดีใจมากที่ได้เรียนในสิ่งที่เขาไม่เคยได้เรียนมา

 

กับข้าวในคาราวานครั้งนี้ไม่ถือว่าสมบูรณ์นักแต่ไม่ขาดแคลน การมาของเราครั้งนี้มาแบบเงียบ ๆ จึงไม่มีชาวบ้านมาคอยช่วยเหลือ แต่เราก็เอาตัวรอดได้โดยแม่ครัวใหญ่อย่างอังและนุ้ย โดยมีลูกมือคือออ และส้มโอ โดยมีอาหารหลักคือปลาร้า ผัดผัก ต้มจืด เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารคุ้นเคยเวลาเราออกค่ายนั่นเอง

 

การเดินสายไฟ ติดพัดลมเป็นการได้รับมอบหมายโดยกอล์ฟ ซึ่งก้มหน้าก้มตาทำงานคนเดียวอย่างไม่ลดละ กอล์ฟถือเป็นเด็กใหม่ในการออกค่าย เขายังคงทำงานคนเดียวโดยมีคนพิเศษคู่ใจคอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ  และเขาก็รับผิดชอบงานจนวินาทีสุดท้ายก่อนออกจากโรงเรียนกกเชียง

 

แปลงเกษตรของเราไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ต้องปรับปรุงดิน การถางหญ้าออกจากหน้าดิน แล้วเราก็ลงเมล็ดพันธุ์ผักตามที่เราปรารถนาให้น้องตามชื่อ แปลงเกษตร เพื่อน้อง

 

งานหนักของเราคือโครงสร้างหลังคาที่ถูกไฟไหม้ การทำงานโดยมีช่างถือได้ว่าเรามีผู้แนะนำ แต่ที่นี่เราต้องอาศัยการทำงานเอง ทุกคนลงมือกันอย่างแข็งขัน พัฒนาการของพวกเราสูงขึ้น เราเรียนรู้ด้วยตัวเราเองเคียงข้างโดยเพื่อน ๆ แล้วเราก็ผ่านพ้นมันไปได้อย่างเฉียดฉิว 

 

คืนหนึ่งเราได้ทำกิจกรรม “Walk Rally” โดยกิจกรรมนี้แกนนำกลุ่มบอกว่าต้องเกิดขึ้นให้ได้ เพราะมันคือความหวังของเราที่จะบอกกล่าวให้สมาชิกได้รู้ว่า อะไรที่เขายังด้อย ต้องพัฒนา  โดยเราแบ่งออกเป็น สี่ฐาน มีสี่ประเด็นที่เราต้องการจะวัด นั่นคือ จิตอาสา การพัฒนา  ความคิดสร้างสรรค์ และการฟันฝ่าอุปสรรค ซึ่งเราได้คำตอบจากกิจกรรมนี้ให้กับสมาชิกได้ไม่น้อยเลยทีเดียวนอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมชิงเทียนให้น้อง ๆ ได้ชิงเทียนจากรุ่นพี่ พวกเขาทำกันเต็มที่ บางคนท้อ บางคนเหนื่อย บางคนโมโห และบางคนก็หมดปัญญา แต่ทุกคนก็ยังมุ่งมันที่จะเอาเทียนมาให้ได้  และที่สุดเขาก็ทำได้

 

ก่อนกลับคืนนี้พวกเราได้เปิดใจกัน บรรยากาศของการเปิดใจไม่ต่างจากที่พวกเราเคยผ่านมา  แต่คืนนี้การเปิดใจของคนสิบสี่คนกลับยาวนานถึงสามชั่วโมง แต่เวลาอันยาวนานมิได้ทำให้พวกเราง่วงนอนเลย กลับนั่งฟังการเปิดใจของทุกคนอย่างตั้งใจ และเอาใจใส่ เพราะมันเป็นการบอกว่า เขาคิดอะไรกับเราบ้าง  มันช่างเป็นการเปิดใจที่มีความสุขและไม่เคยมองเลยว่าเวลามันเท่าไหร่แล้ว 

 

ก่อนกลับเราได้ถ่ายภาพร่วมกัน สีหน้าทุกคนมีรอยยิ้มอย่างที่สุด ความภูมิใจและความหวัง มันช่างทำให้ภาพเหล่านี้มีมนต์ขลัง และมีเสน่ห์ที่ชักชวนให้คนที่มองหาอุดมการณ์ของตนเองได้แวะเข้ามาลิ้มลอง หลังจากที่พวกเราถึงที่พัก เรามองหน้ากันแล้วบอกว่า เราจะเจอกันอีกไม่นาน ในคาราวานครั้งที่สอง