กลุ่มสังฆะเล็กๆ ของเรา ประกอบด้วยแกนนำที่เข้มแข็งหลายคน แถมพี่ๆแต่ละคนก็มีความถนัดในการงานบางอย่างแตกต่างกันไป ทำให้เวลาจะทำสิ่งใด หรือนัดหมายทำการงานต่างๆ ก็จะเกิดการแบ่งปันทำหน้าที่ตามความถนัดโดยอัตโนมัติ
หลังงานภาวนากับหลวงพี่พิทยา มีอันหนึ่งที่เราต่างตั้งใจก็คือ จะจัดสรรให้มีวันเวลาที่จะได้มาภาวนาร่วมกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง แถมยังได้ขออนุญาตท่านผู้อำนวยการ ขอใช้ห้อง recovery room ส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน มาทำเป็นห้องนั่งสมาธิภาวนา โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งจัดเป็นพื้นที่สำหรับมานั่งอ่านหนังสือ ธรรมะ และเป็นที่เก็บ CD ธรรมะของครูบาอาจารย์สายต่างๆ ตอนที่น้องหมอแจกแจงให้ดูคร่าวๆ ว่า เรามีหนังสืออะไรบ้าง ปรากฎว่ามีหนังสือของทั้งสายเถรวาท เซนมหายานของหลวงปู่ติช แถมด้วยหนังสือของสายวัชรยาน ในอนาคตเราต่างตั้งใจว่า จะจัดสรรและหามาเพิ่มเติม พร้อมกับจะให้กัลยาณมิตรที่สนใจหยิบยืมไปอ่านที่บ้านได้
เราได้มีการเปิดใช้ห้องสมาธิกันในที่สุด หลังจากได้โต๊ะหมู่บูชา ได้ เบาะรองนั่งสมาธิหลากสีจากการบริจาคของผู้ใจบุญและสนับสนุนกิจกรรมของเรา เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย แถมเวลาว่างตรงกันพอดี เราเลยจัดให้มีการทำกิจกรรมภาวนาด้วยกันในค่ำวันหนึ่ง และพร้อมใจกันไปนิมนต์หลวงพี่จากวัดดอยกิ่วขมิ้น ( ที่ญาติโยมนิยมใส่บาตร ) มานำภาวนาให้
ข้าพเจ้าว่าหลวงพี่ท่านคงจะประหลาดใจไม่น้อย ที่ท่านก็เดินบิณฑบาตผ่านเข้ามาในโรงพยาบาลอยู่หลายปี โยมทั้งหลายก็ใส่บาตรอยู่เรื่อยๆ มารอบนี้ปีนี้โยมมาแปลกกว่าที่เคย มาขอนิมนต์ท่านมานำภาวนาให้ในโรงพยาบาล แถมก่อนหน้านี้ก็มาสนทนาธรรมกับท่านถึงสองครั้ง วันที่พวกเราสี่ห้าคนไปนิมนต์ท่าน หลวงพี่กำลังมีแขก มีอุบาสก-อุบาสิกา จากวัดบ้านใหม่ ซึ่งเป็นวัดป่าสายธรรมยุต มาพบและปรึกษาท่านเรื่องการจัดงานภาวนาเดือนหน้าที่อำเภอปางมะผ้า และนิมนต์ท่านไปเป็นวิทยากรด้วย เราเลยทราบกันวันนั้นว่า อันที่จริงท่านก็สอนภาวนา และช่วยกิจกรรมการอบรมปฎิบัติธรรมอยู่เรื่อยๆ ( มานานแล้ว )
วันเปิดใช้ห้องสมาธิ เราคิดว่าจะทำเป็นงานเล็กๆ น่าจะมีคนมาสัก 20 คน แต่ปรากฏว่าจากปากต่อปาก ค่ำวันนั้นห้องสมาธิเล็กๆของเราจึงยิ่งเล็กเข้าไปใหญ่ เพราะมีคนมาทั้งหมดเกือบ 40 คน จนต้องนั่งเบียดเสียดกัน และล้นออกมาด้านนอก หลังจากหลวงพี่มาถึงและมีพิธีการสั้นๆ หลวงพี่ก็แสดงธรรมว่าด้วยเรื่องของจิต การก่อเกิดอารมณ์ ความรู้สึก เป็นอภิธรรมโดยย่อที่จำเป็น ต่อการปฎิบัติ มีตอนหนึ่งที่ท่านกล่าวถึงชีวิตเราว่า การเดินทางของชีวิตเราก็เหมือนการเดินข้ามสะพานอันผุๆ ข้ามหุบเหวที่ลึกมาก สะพานนี้พร้อมที่จะพังลงทุกเวลา แต่เราจำต้องเดินข้ามไป ดังนั้นการเดินไปแต่ละก้าวเราจึงต้องระแวดระวัง เพราะเรามีโอกาสจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ
พอได้ฟังดังนั้นทำให้ข้าพเจ้านึกถึงสิ่งที่ครูตั้มพูด เพราะในทางวัชรยานนั้น มองว่า ชีวิตเราทั้งหลายก็เหมือนยืนอยู่บนคมดาบ ถ้าเราไม่มีสติรู้เท่าทัน เราก็จะพบเจอ เรื่องร้ายแรงและความทุกข์มากมายได้ เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาทกับชีวิต และต้องตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการยืนอยู่บนคมดาบ กับการเดินข้ามสะพานผุๆ ที่พาดผ่านหุบเหวลึก ก็คือทางเดินของชีวิตจริง แนวๆเดียวกัน และบางที ใครหลายๆคนก็ยังไม่ตระหนักรู้ กลับมัวแต่วุ่นวายไปกับชีวิตทางโลก แสวงหาบางสิ่งบางอย่าง โดยในที่สุดแล้วสิ่งนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ที่แท้จริงกับชีวิตนัก
มันเป็นเรื่องจริงที่ว่า ชีวิตเรานั้นไม่มีความแน่นอนอะไร ไม่มีความมั่นคงใดๆ ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุและปัจจัย มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ความเป็นไปเช่นนี้จึงทำให้ชีวิตเรามีแต่ ทุกข์ และเมื่อเรายิ่งเกาะติดยึดมั่นกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปเสมอตามเหตุและปัจจัย เราจึงยิ่งทุกข์มากขึ้น
ในค่ำวันนั้นหลวงพี่ถามว่า เวลาเรามีความสุขมากๆ ในชีวิตนั้น เราเคยเฉลียวใจบ้างไหมว่า ความทุกข์กำลังจะตามมา เพราะเราทั้งหลายมักจะเพลิดเพลินไปกับความสุขจากอารมณ์ต่างๆ ที่ยินดีพอใจ หลงไปกับความสุขภายนอก และไม่เฉลียวใจว่าความสุขนั้นมีวันหมดลงเช่นกัน และเมื่อเรายังยึดความสุขนี้ไว้ ทั้งๆที่มันหมดเหตุหมดปัจจัยไปแล้ว เราจึงเป็นทุกข์ เ ฝ้าคร่ำครวญหาแต่อดีตที่เคยมีความสุข ทว่ามันได้ผ่านพ้นไปแล้ว... คำกล่าวของท่านทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนในคิริมานนทสูตร ที่กล่าวว่า ความทุกข์ความสุข นั้น เหมือนอยู่คนละด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง มันมักจะอยู่คู่กันแบบนั้น ดังนั้นถ้าไม่อยากทุกข์ ก็จงวางสุขลง
สิ่งที่หลวงพี่ท่านสอนวันนั้น ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ความสุขต่างๆ นั้นเราอาจจะมีได้ แต่ไม่อาจยึดมันไว้ได้ ถ้ายึดมันไว้ ความทุกข์ก็จะตามมาเช่นกัน เราจึงเป็นสุขได้แค่ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ เหตุแห่งทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ที่ใจเรานี่เอง ไม่มีสิ่งใดภายนอกทำให้เราทุกข์และสุขได้ มีแต่ใจเรานี่เอง หลวงพี่ท่านยังกล่าวอีกว่า การปฎิบัติธรรมคือการพัฒนาจิตเราให้เกิดปัญญา และเราทั้งหลายสามารถฝึกฝนให้เกิดปัญญานี้ได้ ท่านกล่าวว่าบางเรื่องอาตมาอาจดูเหมือนจะรู้มากกว่า เหตุก็เพราะที่ผ่านมา อาตมานั้นมักจะวุ่นวายกับการใช้เวลาฝึกฝนสนใจในเรื่องพวกนี้ แต่เราทุกคนก็สามารถทำได้เหมือนๆ กัน การปฎิบัติธรรมไม่จำเป็นจะต้องทำแต่ในห้องภาวนา ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ตั้งแต่ลืมตาตื่น ไม่ว่าจะอยู่ในที่วุ่นวายอย่างไร เราก็สามารถนั่งภาวนา นั่งทำสมาธิได้ ไม่ต้องรอให้เลิกงานก่อนแล้วค่อยไปทำ
หลายๆเรื่องที่หลวงพี่กล่าวถึง เป็นเรื่องของจิตและการพัฒนาจิต การรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น การเข้าใจอารมณ์ต่างๆ และเหตุที่มาที่ไปของมัน เรื่องการนั่งสมาธิท่านกล่าวว่า บางครั้งเราไม่ชอบใจอารมณ์บางอย่าง บางทีเราก็จะเอาความสงบท่าเดียว พอไม่ชอบใจอารมณ์ไหนเราก็จะทิ้ง ท่านบอกว่าเราไม่สามารถทอดทิ้งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจใดๆ ขณะที่ภาวนาได้ เพราะทั้งหมดนั้นคือเรา ทั้งที่ดีและไม่ดีนั่นแหละ เราจำป็นต้องเห็นในทุกๆด้าน โดยรอบ จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชอบใจไม่ได้
ในช่วงถามตอบ หลังการนั่งสมาธิ มีผู้ถามว่าจะทำอย่างไร ขณะที่จิตเราไปในที่ที่ไม่ควรไป และเราไม่ชอบใจอารมณ์หรือสภาวะบางอย่างในตอนนั่งสมาธิ เพราะบางทีก็ดึงกลับ แล้วกลับมานั่งนึกว่าเราเพี้ยนไปหรือเปล่า หรือไม่ก็เกิดความสงสัยในสภาวะธรรมนั้นๆ หลวงพี่ตอบว่า ให้รู้แล้วตามไป เพราะ การตามไปคือการดึงกลับ ข้าพเจ้าว่าคำตอบนี้มีความลึกซึ้งอะไรบางอย่าง
พอมีคนถามถึงเรื่องอภิญญา การมองเห็นรับรู้ที่เกินปกติของใครบางคน หลวงพี่กล่าวว่า ในสมัยยุคหิน มนุษย์ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ไม่มีแม้แต่ภาษาจะพูดสื่อกัน แถมมีภัยอันตรายต่างๆ มากมาย ทั้งภูเขาไฟระเบิด ทั้งไดโนเสาร์ แต่มนุษย์ก็สามารถเอาตัวรอดได้ ความสามารถที่มนุษย์เรามีมาแต่เดิมนั้น อาจจะเป็นไปได้ตั้งแต่รู้ว่าอีกกี่วันฝนจะตก กลิ่นไหนที่บ่งบอกว่าภูเขาไฟจะระเบิด และสามารถรู้ล่วงหน้าได้หลายวัน แต่ปัจจุบันนี้เมื่อเราคิดมากขึ้น ความสามารถเหล่านี้ก็หมดไป หลวงพี่พูดยิ้มๆว่า การที่ปัจจุบันนี้มีใครบางคนสามารถล่วงรู้ถึงอนาคต มองเห็นในอดีต มีลางสังหรณ์อะไรต่างๆล่วงหน้า ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราภูมิใจได้ว่า มนุษย์เรายังมีฤทธิ์มีเดชหลงเหลืออยู่บ้าง นี่ถ้าให้มด ให้แมลงสาบ มีพัฒนาการจนมามีความคิดได้เหมือนคน มันก็คงจะหมดความสามารถในการรับรู้อะไรมากมายจากประสาทสัมผัสพิเศษของมันเป็นแน่ ท่านกล่าวแบบนั้น
ประเด็นนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงตอนไปภาวนากับครูตั้ม เพราะสิ่งที่ได้จากการภาวนาครั้งนั้น ก็คือเรื่องที่ว่า ในปัจจุบันนี้เราต่างใช้ความคิดกันมากไป แทนที่จะใช้ความรู้สึก รับรู้ตรงๆ จากด้านใน แต่เรากลับเอาสิ่งที่รับรู้มาคิดวิเคราะห์ การรับรู้บางอย่างของเราจึงลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าทั้งทางเถรวาทและวัชรยาน ก็มีมุมมองในเรื่องนี้คล้ายๆกัน
หลวงพี่ท่านไม่ได้เน้นย้ำถึงเรื่องอภิญญาใดๆ แต่ท่านก็ไม่ได้ปฎิเสธว่ามันไม่มี หากแต่ว่าเส้นทางของท่าน คือการเดินทางฝึกฝนเรียนรู้ถึงจิตด้านใน เพื่อให้ก่อเกิดซึ่งปัญญา ให้ดับทุกข์ได้ ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญกว่านี้ มีตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า เมื่อเราอยู่กับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ในขณะที่ปราศจากการรับรู้ถึงอัตตาตัวตน เราจะมีความสุขสงบ
มาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าแน่ใจว่า หลวงพี่เถรวาทรูปนี้ท่านมีความสุข เป็นความสุขสงบจากภายใน และในวิถีที่ท่านกำลังเดินอยู่นั้น เป็นก้าวย่างแห่งปัญญาที่แท้จริง ..
ขอบคุณบทความนี้สำหรับวันแย่ๆของเราวันนี้
พี่ยา ... ตกตะกอนความรู้ที่รับฟังมา ได้ดีจังค่ะ
พี่นก... หรือเปล่า ... สู้ๆ จ้า
ขอบคุณที่นำความงดงามมาแบ่งปัน และขออนุโมทนาบุญด้วยนะ
ได้อ่านคร่าวๆในท่ามกลางวันอันเร่งรีบ อนุโมทนาบุญกับจขบ.ด้วย และดีใจกับชาวแม่ฮ่องสอนที่ไดหมอดีๆกลับมาอีกครั้ง
นก
ตอนมาแม่ฮ่องสอนเดือนที่แล้ว เสียดายนะที่ไม่มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับหลวงพี่รูปนี้ แต่พวกเราก็มีโอกาสได้ใส่บาตรกับท่าน ใส่บาตรกับพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ได้บุญหลายๆ เน้อขอบอก
น้องวี
ช่วงนี้อยากให้น้องวีพักผ่อนบ้าง รักษาสุขภาพด้วย
สวัสดีค่ะพี่เตือน
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ kijja
รออ่านหนังสือที่พี่แปลอยู่นะคะ
แล้วก็ขอบคุณมากค่ะที่แวะมา blog. นี้
สวัสดีครับ
ไม่ได้เข้าบันทึกนาน
พี่เขียนมาหลายบันทึกจนจำไม่ได้เลยครับว่าอ่านครังสุดท้ายที่ไหน..^_^
ตามไม่ทัน
อ่านบันทึกนี้แล้วมีความสุขลึกๆมากครับ
อยากไปอยู่กับพี่ยาจัง ^_^
เป็นวิถีทางที่มีพลังอย่างมากครับ
ผมว่าสิ่งที่ทำจะช่วยเยียวยา ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่พร่องของเราให้สมบูรณ์มากยิ่งๆขึ้นครับ
เห็นรูปแบบแล้วอาจจะต้องนิมนต์ท่านมาที่ปายบ้างนะครับ
เป็น2 วันเสาร์อาทิตย์น่าจะดีนะครับ
เกิดความอยาก(เห็น..นะครับ^_^)
ขออนุโมทนาบุญด้วยคนนะครับ
น้อง kmsabai
ในที่สุดก็ได้พบเจอ ตัวจริงเสียงจริงของหลวงพี่เสียทีนะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ขอบคุณที่แวะมาเยือนเมืองแม่ฮ่องสอน ทำให้เราหลายๆคนที่นี่ ได้รับฟังธรรมะดีๆ จากหลวงพี่ท่านอีกครั้งด้วย
ขออนุโมทนาบุญร่วมกันครับ
ขอให้ทุกๆคนเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นครับ
http://gotoknow.org/blog/sabai-story/278447
http://gotoknow.org/blog/kmsabai/278472