สถาบันครอบครัว แม้เป็นสถาบันเล็กๆ แต่เป็นฐานใหญ่ของการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B8_(%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C)#.E0.B8.A3.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.8A.E0.B8.B7.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B8.99.E0.B8.B1.E0.B8.81.E0.B9.81.E0.B8.AA.E0.B8.94.E0.B8.87.E0.B8.99.E0.B8.B3

หนังของ ยุทธนา มุกดาสนิท เรื่องน้ำพุ นี้ออกฉายเมื่อปี 2527 ตอนนั้นผมอยู่ประมาณ ม. ต้น ได้มีโอกาสดูกับเขาด้วยเนื่องด้วยเป็นหนังที่สร้างจากวรรณกรรมขึ้นชื่อของ สุวรรณี สุคนธา ซึ่งเป็นหนังสือนอกเวลาของนักเรียนในสมัยนั้น ทางโรงเรียนจึงส่งเสริมให้ไปดูกัน แต่กลับมาต้องทำรายงานด้วย ตอนนั้นยังจับประเด็นไม่เป็นว่าหนังเรื่องนี้ให้อะไรบ้าง พอกลับมาทำรายงาน ก็ได้แต่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังนั้นเท่านั้น  จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผมไปเดินตลาดนัดได้ไปพบกับหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็น VCD ราคา แค่ 29 บาท จึงรีบคว้าไว้ทันที

และเมื่อวานนี้เองผมก็ได้ชมเรื่องราวในหนังนั้นอีกครั้ง มุมมองความรู้สึกและความคิดเห็นจากการดูหนังเมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว กับปีนี้ดูแตกต่างกันอย่างมาก ตอนนั้นดูจากมุมมองของเด็กวัยรุ่น ตอนนี้ดูจากมุมมองของความเป็นพ่อแม่และครู ทำให้ยิ่งตอกย้ำความเข้าใจยิ่งขึ้นว่าสถาบันครอบครัว แม้เป็นสถาบันเล็กๆ แต่เป็นฐานใหญ่ของการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว เรื่องราวของน้ำพุได้กล่าวถึงความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว พ่อแม่ไม่เข้าใจกัน แยกทางกัน พ่อมีเมียใหม่ แม่มีผัวใหม่ ลูกโหยหาความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ แม่ไม่มีเวลาให้ลูก แม่ซึ่งเป็นผู้หญิง ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูกผู้ชาย โดยเฉพาะลูกชายที่เป็นวัยรุ่น ตัวละครแต่ละคนผมคิดว่าคิดมองแต่ในมุมมองและกระบวนทัศน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ครู ตัวเอง ล้วนต้องการในสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้ ผมจึงขอสรุปว่าทุกคนในเรื่องนี้ไม่มีความเข้าใจกัน ใช้อารมณ์ตัดสิน เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการก็พยายามหาทางออกจากสิ่งต่างๆ โดยการไขว่คว้าสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะมีความสุข เป็นการเพิ่มเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่หาเงินให้มากขึ้น ด้วยคิดว่าเงินจะบันดาลความสุขมาให้ครอบครัว ตัวน้ำพุเองเมื่อไม่ได้ความรักความอบอุ่นจากคนที่รักไม่ว่าจะเป็น แม่ เพื่อน คนรัก จึงต้องหาทางออกจากยาเสพติดอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เคยเลิกได้แล้วก็ตาม จนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ครูที่ไม่เข้าใจลูกศิษย์ ก็ใช้กรอบความคิดของตัวเองครอบคนอื่นไว้ เมื่อลูกศิษย์ทำผิดไม่ได้ดั่งใจก็สั่งลงโทษและใช้คำพูดที่ทำให้ผู้ฟัง ฟังแล้ว จิตเกิด

จากปัญหาดังกล่าวผมคิดว่าถ้าเราคุยกันมากขึ้น ฟังมากขึ้น มองในมุมมองของคนอื่นๆ บ้าง โดยใช้หลักการ Dialogue หรือสุนทรียสนทนา ก็น่าจะแก้ตรงนี้ได้บ้าง