น้ำผึ้งกับคนปกาเกอญอ

น้ำผึ้ง : คุณค่าที่มากกว่าอาหารการกิน

พูดถึงน้ำผึ้งสมัยก่อน น้ำผึ้งแท้เป็นของหายากและมีราคาสูงมาก เพราะต้องรอฤดูกาลที่ผึ้งป่าทำรังตามธรรมชาติ แล้วให้ผู้มีความชำนาญไปตีผึ้งเพื่อนำมาขาย

ปัจจุบัน น้ำผึ้งแท้มีวางขายทั่วไป ทุกห้างสรรพสินค้าในเมืองมีน้ำผึ้งตลอดทั้งปี เพราะเป็นน้ำผึ้งจากผึ้งที่เลี้ยงในสวนผลไม้ ส่วนน้ำผึ้งปลอมที่มีราคาถูกในท้องตลาดได้จากการเคี่ยวน้ำตาลกับแบะแซเพื่อให้มีความข้นหนืด แล้วหยอดน้ำผึ้งแท้ไว้บริเวณปากขวด พื้นที่อุ้มผาง ไม่ค่อยปรากฏน้ำผึ้งปลอมให้เห็น

น้ำผึ้งที่วางขายในตัวอำเภอโดยมากได้จากชาวปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง) ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านรายรอบอำเภอทำการตีผึ้งจากป่าเหมือนเหมือนกัน แตกต่างเพียงคุณภาพของน้ำผึ้งจากแต่ละหมู่บ้านเท่านั้น

จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับภูมิปัญญาของคนปกาเกอญอในอุ้มผาง พบว่า การตีผึ้งเป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งที่น่าเป็นห่วงว่าจะลบเลือนไปกับกาลเวลา โครงการแม่สอน พ่อสั่ง อยู่อย่างปกาเกอญอ ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จึงจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายในชุมชนให้กับเยาวชนปกาเกอญอ เพื่อช่วยกันสืบสานไม่ให้สูญหายไป

กิจกรรมการสาธิตวิธีตีผึ้งจัดที่หมู่บ้านทีจอชี โดยมีแกนนำเยาวชนคนสำคัญในชุมชน คือ นรเชษฐ พงศ์วนาลัย เป็นผู้ประสานงานและตระเตรียมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งงานนี้ตัวเราไม่สามารถเข้าร่วมได้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะทางที่ค่อนข้างไกล ประกอบกับต้องดูแลลูกชายตัวน้อย จึงต้องเป็นภาระพ่อของลูกที่ร่วมเดินทางไปตีผึ้งกับชาวบ้าน แล้วกลับมาบอกเล่าเรื่องราวให้เรานำมาเขียนถ่ายทอด ดังนี้ค่ะ

พ่อของลูกชายเรา เดินทางออกจากบ้านในช่วงสาย เมื่อไปถึงหมู่บ้านทีจอชีก็พบว่า นรเชษฐได้ทำการเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในการตีผึ้งไว้เรียบร้อยแล้ว ของที่ใช้หลัก ๆ ได้แก่ ไม้ไผ่ลำยาวใช้เป็นตัวบันได ไม้ไผ่เหลาสำหรับทำลิ่มตอกขึ้นไปบนต้นไม้ที่มีรังผึ้ง ไม้ค้อนสำหรับตอกลิ่ม เชือกปอขดใหญ่สำหรับจุดรมควันผึ้ง และแกลลอนบรรจุน้ำผึ้ง ผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้ นอกจากพ่อของลูกชาย, นรเชษฐ, คนตีผึ้ง (ซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี) เยาวชน 3-4 คนที่สนใจ บุคคลสำคัญก็คือ เจ้าของต้นไม้ที่มีรังผึ้งเกาะอยู่หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นผึ้ง”

หมู่บ้านทีจอชีมีธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับต้นผึ้งว่า ทุกต้นจะมีเจ้าของซึ่งไม่จำเป็นต้องตีผึ้งเองได้ และสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนเป็นมรดกของครอบครัว คนในหมู่บ้านจะทราบว่าต้นผึ้งต้นนี้เป็นของใคร และไม่มีการลักขโมยเอาน้ำผึ้งของคนอื่น ผู้อาวุโสของชุมชนเล่าว่า ต้นผึ้งบางต้นมีผึ้งมาเกาะทำรังเป็นร้อยรัง ซึ่งเจ้าของต้นผึ้งต้องเอาใจใส่ดูแลต้นผึ้งของตนเป็นอย่างดี มีการเก็บกวาดวัชพืชรอบ ๆ ลำต้น เรารู้สึกทึ่งที่คน ปกาเกอญอใช้กุศโลบายนี้ดูแลรักษาต้นไม้ และยังสามารถถ่ายทอดยังคนรุ่นหลังได้อย่างแนบเนียน

คณะตีผึ้งออกเดินทางจากหมู่บ้านในตอนบ่ายด้วยรถอีต๊อก (ดัดแปลงรถไถนาแบบเดินตามมาลากล้อเลื่อน สามารถขับเคลื่อนไปได้บนทางขรุขระ ชาวปกาเกอญอที่อุ้มผางมีใช้กันทุกหมู่บ้าน) เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีกราวชั่วโมงกว่า ๆ นรเชษฐเล่าว่า มีต้นผึ้งของคนทีจอชีบางคนอยู่ไกลกว่านีอีก เมื่อไปถึงบริเวณต้นผึ้งเวลาก็บ่ายคล้อยแล้ว

คนตีผึ้งจึงรีบเอาไม้ไผ่ลำยาวพาดบนต้นไม้ จากนั้นจึงตอกลิ่มไม้ไผ่เพื่อไต่ขึ้นไปเอาน้ำผึ้ง ว่ากันว่า บางคนที่ตอกลิ่มสามารถเสกคาถาไปด้วย ลิ่มนั้นจะติดแน่นขนาดเอาช้างมาฉุดก็ไม่หลุด ต้นผึ้งต้นนี้รังผึ้งเพียงรังเดียว การปฏิบัติจึงไม่ค่อยเคร่งครัดนัก ต่างจากต้นผึ้งที่มีหลายรังซึ่งต้องทำพิธีเซ่นไหว้ขอจากเจ้าป่าเจ้าเขา และเมื่อได้น้ำผึ้งมาแล้ว ต้องแบ่งให้กับคณะที่ร่วมไปตีผึ้งเท่า ๆ กันทุกคน ไม่เช่นนั้นมีความเชื่อกันว่า ปีถัดไปผึ้งจะมาทำรังน้อยลง หรือไม่มาเลย

หลังจากตอกลิ่มขึ้นไปสูงพอจะเอาน้ำผึ้งได้แล้ว ก็ต้องรอเวลาให้มืดสนิทเสียก่อน จากนั้นคนตีผึ้งก็จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้ เอาเชือกปอจุดไปแล้วรมไปที่รังผึ้ง ขั้นตอนช่วงนี้ห้ามไม่ให้มีแสงไฟอื่นใดรบกวน จึงไม่อาจเก็บภาพถ่ายมาฝากท่านผู้อ่านได้

พ่อของลูกชายเล่าว่า เมื่อผึ้งถูกรมด้วยควันไฟจะพากันแตกรังออกมา เสียงหึ่ง ๆ ดังไปทั่วบริเวณ น่ากลัวมาก พอผึ้งสงบก็นำแกลลอนมารองน้ำผึ้งและตัดเอารวงผึ้งลงมา กว่าคณะตีผึ้งจะเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาราว 3 ทุ่ม ได้น้ำผึ้งเบ็ดเสร็จราว 3-4 ลิตร

กินข้าวกินปลาในตอนดึกเสร็จ มีการร่วมวงพูดคุยเพิ่มเติม คนเฒ่าคนแก่ให้ข้อมูลว่า ปีนี้คงจะได้น้ำผึ้งค่อนข้างน้อย เพราะดอกไม้ป่าที่เป็นแหล่งน้ำหวานของผึ้งไม่ค่อยบานมากนัก ประกอบกับฝนมาค่อนข้างเร็วกว่าทุกปี เมื่อผึ้งโดนฝนจะดุทำให้เอาน้ำผึ้งได้ยากกว่าปกติ

ชาวปกาเกอญอใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งเป็นยาบำรุง ใช้เป็นส่วนประกอบของยา เช่น ผสมกับขมิ้นชัน ปั้นเป็นลูกกลอนรักษาโรคกระเพาะอาหาร น้ำผึ้งที่ได้มาโดยมากจะนำไปขายมากกว่าใช้เองในครัวเรือน ราคาของน้ำผึ้งปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าปีที่แล้วมาก จากที่ปีก่อนราคาขายอยู่ที่ขวดละ 100 – 120 บาท ปีนี้น่าจะสูงกว่า 150 บาท พ่อของลูกชายบอกว่า หากมีโอกาสไปร่วมตีผึ้ง คนซื้อคงไม่กล้าต่อรองราคา เพราะตัวเขาเองเข้าใจถึงความยากลำบากของการได้มาซึ่งน้ำผึ้งป่า ขนาดที่ว่า ขายขวดละ 200 บาท เขาก็จะไม่ต่อราคาจากชาวบ้านแน่ ๆ

กิจกรรมการตีผึ้ง จึงไม่เพียงได้มาซึ่งอาหารการกินเท่านั้น เบื้องหลังน้ำผึ้งเป็นเรื่องราวของการอนุรักษ์ดูแลต้นไม้ในป่า การเคารพในสิทธิของกันและกันไม่มีการลักขโมย ความเกื้อกูลของคนในชุมชนที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม การสังเกตความเป็นไปของธรรมชาติในแต่ละปี เหล่านี้ล้วนเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่คนปกาเกอญอใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินวิถีชีวิตให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และพร้อมที่จะส่งต่อสู่คนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด