แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

"มาร 5" และ "อนุปุพพิกถา 5"


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ 12

ในเรื่องนี้  ผู้ปฏิบัติธรรมจะเข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้นจากการปฏิบัติ  แพรฟังเรื่องนี้ก่อนไปปฏิบัติธรรม ก็ยังไม่เข้าใจมากนักค่ะ  (ปัญญายังไม่ถึงค่ะ)  พอกลับมาฟังใหม่  ฟังซ้ำไปซ้ำมา  แล้วทบทวนประสบการณ์ก็เข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้น จึงแกะเทปเอามาเฉพาะเรื่องนี้นะคะ  เพราะช่วยเพิ่มความเข้าใจในการอ่านเรื่องเล่าของแพรได้ดี 

อย่างที่หลวงพ่อบอกนะคะ  ธรรมที่ได้จากการคิด การฟังเฉยๆ จะไม่ลึกซึ้งเท่าธรรมที่ได้จากการปฏิบัติ  ใครอ่านแล้วสนใจฟังธรรมของหลวงพ่อ มากขึ้น ดาวน์โหลดต้นฉบับ Mp 3 จากที่นี่ค่ะ http://www.wimutti.net/pramote/

ในเวลาที่ใจจะข้ามภพข้ามชาติ  จากที่มีความสุขล้วนๆ พอปัญญาแก่กล้ามันจะพลิกให้ดูเลยว่ามันจะกลายเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ มีแต่ทุกข์มากขึ้นๆ  ทุกข์เหมือนร่างกายจะแตกสลาย  จิตใจมันจะระเบิด มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย  หยั่งลงไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์มากขึ้น มากขึ้น ตรงนี้แหละมารเริ่มทำงานแล้ว  มารตัวหนึ่งเรียกว่า

๑.     เทวปุตตมาร คือ หัวใจของเรานี่เอง ที่มันจะท้อถอยกลับกลอก ไม่กล้าสู้ บอกเราว่าถอยออกมาเถอะ  ถ้าไม่ถอย ไม่ตายก็บ้า  กลัวน่ะ

๒.     กิเลสมาร คือ กิเลสทั้งหลาย  โทสะ ความกลัว มันเล่นเราตรงนี้เลยนะ

๓.   อภิสังขารมาร คือ ตัวความคิดที่กลับกลอกหลอกลวง  บางทีมันก็หลอกเราว่าให้ถอยออกไปเถอะ  เหมือนกับที่มันมาหลอกพระโพธิสัตว์  ว่าไปอยู่กับโลกแล้วจะมีความสุขที่สุด  ถ้าไม่ข้ามมรรคผลนิพพาน เข้าถึงขีดสุด  เรากลับมาจะอยู่กับโลกอย่างมีความสุขที่สุดเลย  เพราะอะไรๆในโลกไม่กระเทือนเข้าถึงใจแล้ว  ใจมันเป็นดวงรู้เด่นอยู่อย่างนั้น มีแต่ความสุขล้วนๆเลย  จิตใจมันจะถูกความคิด  คอยปลอบ คอยหลอกให้เลิก

๔.     มัจจุมาร  คือ  ความรู้สึกที่ว่าความตายมารออยู่ต่อหน้า  ถ้ายังทนนั่งอยู่ต่อไป ไม่ถอยนะ ต้องตายแน่นอนไม่ก็บ้าเลย  มันมีแต่ความทรมานมากมาย

๕.     ขันธมาร  คือ   กายกับใจ  เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ

 

ตรงนี้ถ้าบุญบารมีเราไม่พอ  สั่งสมมายังไม่พอ  เราจะถอยแล้ว  สู้ไม่ได้ ถอยดีกว่า  ไม่เอาดีกว่า  อยู่กับโลกก็มีความสุข  แต่พระโพธิ์สัตว์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  พระโพธิ์สัตว์ที่จะข้ามภพข้ามชาติ ท่านอาศัยบารมี หรือผู้ปฏิบัติที่ต้องการข้ามภพข้ามชาตินั้น ต้องอาศัยบารมี เช่น

ทานบารมี  กล้าจะเสียสละชีวิตเพื่อธรรมไหม  ต้องกล้านะ  ตายเป็นตาย  ในนาทีนั้นจะต้องไม่ถอย  ถ้าถอยคือ อยู่สบายกับโลกแต่เป็นทาสของมารเรื่อยๆไป  เพราะฉะนั้นต้องกล้าหาญ  จะกล้าสละชีวิตได้  จะต้องกล้าสละของเล็กๆน้อยๆก่อน  สละอันโน้น สละอันนี้ไปเรื่อยๆ  ไม่ห่วงหน้า ห่วงหลัง  สละความผูกพันในใจ  อย่างพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธิถัตธะ  สละพระนางพิมพา พระราหุล รักไหมลูกเมีย  รักนะ  แต่กล้าสละเพื่อธรรม  นี่คือ ทานบารมีที่มันเต็มใจแล้ว เต็มเปี่ยม  พอถึงนาทีสุดท้าย  กล้าสละชีวิตเพื่อธรรมนะ

มีอธิษฐานบารมี  ในขณะที่ความตายมารออยู่ต่อหน้า  จะถอยไหม  ถ้าตั้งใจไม่ถอย  ครั้งนี้จะสู้ตายแล้ว  แต่ถ้าบารมีนี้ไม่ถึงก็ถอยนะ  มันจะทรมาน  กิเลสมันจะหลอกกับเราว่า  ถอยไปก่อนน่ะ  เดี๋ยวรวมกำลังมาสู้กับมันใหม่  นั่นแน่ หลอกได้สารพัดนะ

สัจจะบารมี มีไหม  ยอมตายเพื่อให้ได้เห็นความจริงไหม  ความจริงที่เราจะตามดูมันไปเรื่อยๆมี ดูสิให้สุดสายของการปฏิบัติสิ  มันจะเกิดอะไรขึ้น  ตายก็ตายนะ  จะดู  จะเอาความจริงให้ได้  กล้าพอไหม

ศีลบารมี เรามีไหม  จิตใจเราจะเป็นปกติมั่นคงได้ไหม ท่ามกลางความบีบคั้นอย่างนั้น  หรือจะโมโหโทโสขึ้นมา  จิตใจเรามีศีล มีความเป็นปกติหรือเปล่า 

ปัญญาบารมี  เรามีไหม  ที่จะรู้ทุกอย่างตามที่เค้าเป็น  รู้แล้ววาง ๆ  รู้แล้วไม่เข้าไปข้องแวะด้วย นี่คือ ตัวอย่างของบารมี 10 ตัว เอาย่อๆนะ เนี่ยพวกนี้จะมาช่วยเราในการสู้กับมาร 5 ตัว  เอาเข้าจริงพระพุทธเจ้าท่านใช้โพธิปักสยธรรม....37 ประการ ไปสู้กับมาร 1 กองทัพ ๆ คือ มาร 5 ตัว สู้ยากนะ  มารตัวเดียวก็สู้ยากแล้ว  ต้องต่อสู้ก่อนที่ใจจะเข้มแข็งไปสู้กับมารจนข้ามภพ ข้ามชาติ  ต้องสะสมความแข็งแกร่งในใจมามากมาย  กล้าสละความสุข ความสบาย ความเพลิดเพลินอย่างโลกๆ ต้องกล้าหาญ  พระพุทธเจ้าเวลาสอนธรรม ท่านจึงสอนเป็นลำดับๆนะ  เรียกว่า  อนุปุพิกถา

รู้จัก ทาน ไว้นะ ทานไม่ใช่แค่ควักกระเป๋ามาจ่ายนะ  กล้าเสียสละไหม  กล้าสละความสุขส่วนตัวไหม  เพื่อประโยชน์ของคนอื่น  กล้าไหม

กล้าสละความอาฆาตแค้นไหม  กล้าให้ความรู้ ความเข้าใจกับคนอื่นที่เค้าไม่รู้  ไม่เข้าใจไหม หรือตระหนี่ถี่เหนียว  ใจถึงๆ  กล้าสละทุกสิ่งทุกอย่าง  ทีละเล็ก ทีละน้อย  ค่อยๆสะสมไป

ท่านสอนเรื่องศีล ทาน  เห็นไหม  สอนให้เรามีกำลังที่จะข้ามภพข้ามชาติทั้งนั้น

ต้องรักษาศีลนะ  ถ้าไม่มีศีลใจจะไม่มีสัมมาสมาธิ ใจจะตั้งมั่นไม่ได้  ใจจะกลับกลอก กวัดแกว่งตลอดเวลา  ต้องมีศีลเอาไว้

พอมีทาน มีศีล  เราจะมีความสุข  เรียกว่า สวรรค์  ชีวิตจะมีแต่ความสุขความสบาย  ร่างกายอาจจะลำบากบ้าง  เจ็บไข้ได้ป่วย  แต่ใจมันจะสบาย  ใจสบายจะเพลิดเพลินไป  คราวนี้เพลินไปในความสุขอีกแล้ว  เรียกว่า กาม  เพลิดเพลินในความสุข 

เสร็จแล้วท่านก็ชี้ให้เห็นโทษของกาม  อย่ามัวแต่ประมาท  อย่าหลงกับความสุขที่เรากำลังได้รับอยู่ทุกวันนี้นะ  ความสุขที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้เป็นของชั่วคราว  ประมาทไม่ได้นะ  โทษของกาม  เรียกว่า  กามาทีนพ

เสร็จแล้วถ้าไม่ประมาทจะทำอย่างไร  ถ้าไม่ประมาทแล้วมาคอยเรียนรู้อริยสัจ ให้มารู้ทุกข์  มาคอยรู้กาย  มาคอยรู้ใจไป   ให้รู้ไปเรื่อยๆ  รู้จนแจ่งแจ้ง

กายและใจเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ  จะปล่อยวางความยึดถือกาย ความยึดถือใจ

ตัณหาจะเกิดขึ้นไม่ได้อีก  สมุทัยจะไม่เกิดอีก  ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง  สมุทัยจะถูกละอัตโนมัติ 

สมุทัย คือ ความอยากให้กายให้ใจ มีความสุข  อยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์  ถ้าไม่ยึดกาย  ยึดใจ  แล้วจะไปอยากทำไม

ทันทีที่ตัณหาดับสนิทลงนะ  ความไม่มีตัณหา  คือ  นิพพานก็จะปรากฏขึ้นมา  ต่อหน้าต่อตานั่นเอง

การรู้ทุกข์  จนละสมุทัย  แจ้งนิโรธ  แจ้งนิพพาน  นี่แหละ เรียกว่า มรรค

ท่านสอนแบบนี้นะ อนุปุพพิกถา  ท่านสอนตั้งแต่ธรรมขั้นต้นมา

ตั้งแต่รู้จักทาน  รู้จักศีลนะ 

ทำทาน  ทำศีลไป  แล้วชีวิตมีความสงบสุขขึ้นมา

อย่าเพลิดเพลินในความสงบสุขทั้งหลาย

ในชีวิตเราเป็นของชั่วคราวเหมือนกัน  วันนึงอาจจะเดือดร้อนขึ้นมาได้

งั้นต้องเร่งศึกษากาย  ศึกษาใจของตัวเอง

เอาพวกเราฟังหลายเรื่องแล้ว รู้สึกไหม  ฟังอนุปุพพิกถา  ใครได้โสดาบันแล้วยกมือ

 

ของเราฟังแล้วยังไม่ได้  ต้องฟังแล้วฟังอีก

จำไว้นะ  ขนาดพระอัสสชิ  ท่านมีบารมีเยอะกว่าพวกเรา  ท่านยังต้องฟังตั้ง 5 ครั้ง  ถึงได้โสดาบัน  แถมพระอัสสชิ ท่านฟังจากพระพุทธเจ้าด้วยนะ ไม่ใช่ฟังจากพระกระจอกชื่อ ปราโมทย์

พวกเราบารมีไม่ถึงขนาดนั้น  ต้องอดทนไว้  ต้องพากเพียร  อย่าท้อถอย 

ต้องสู้น่ะ คอยรู้ลงไปรู้ลงในกายนะ  รู้ลงในใจ 

ถือศีลไว้  แล้วคอยรู้กาย  คอยรู้ใจไปเรื่อยๆ  ถึงวันหนึ่งมันก็ต้องฝ่าไปได้แหละ 

ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะผ่านด่านมาได้ทุกองค์ๆ นะ  ท่านก็ผ่านมาแล้วทั้งนั้น 

ลูกฟลุ๊ค ไม่มีนะ  ของฟลุ๊คไม่มี  มีแต่ต้องลงทุนลงแรง 

สู้เอาเองทั้งนั้น  ขัดเกลากิเลสในใจเรา 

คอยรู้ลงไป สู้ด้วยทาน  สู้ด้วยศีล  สู้ด้วยสมาธิ  สู้ด้วยปัญญา 

เครื่องมือในการต่อสู้มีหลายตัว  คอยรู้ลงไปด้วย 

สู้ด้วยอะไรไม่ได้ก็รักษาศีลไว้ เช่น  อยากตบมันเต็มที่แล้ว  อ้าวไม่ได้ อย่าตบนะเดี๋ยวผิดศีล  อย่างเนี่ย

สู้ไป  ถึงวันหนึ่งแล้วจะเข้าใจ ชีวิตจะมีอิสรภาพ  เราจะเข้าถึงอิสระที่แท้จริง อิสระจริงๆ

ใจเราจะมีแต่ความปลอดโปร่งโล่งตลอดวันตลอดคืนเลย 

ใจจะไม่มีขอบเขต  ไม่มีจุด  ไม่มีดวง  กว้างขวางไร้ขอบเขต 

มีความสุขล้วนๆเลย  ไม่มีอะไรเป็นเครื่องขีดกั้นจำกัดอีกต่อไป 

ทางร่างกายก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามธรรมชาติ 

แต่ทางใจนะสดใส ซาบซ่าอยู่อย่างนั้นแหละ

 

ฝึกเอาเองนะ  ฝึกเอา..............

หมายเลขบันทึก: 261118เขียนเมื่อ 14 พฤษภาคม 2009 11:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 พฤษภาคม 2012 09:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

แวะมาอ่านอีกรอบครับ

พอดีไปฟังธรรมจากพระอาจารย์อำนาจมา ท่านเทศน์เรื่องนี้พอดี เลยตามมาเก็บตกครับ

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

เรื่องนี้นะคะ ยิ่งอ่านยิ่งได้ ยิ่งเข้าใจค่ะ

แต่อ่านกี่รอบก็ไม่เข้าใจแจ่มแจ้งเท่ากับการปฏิบัติค่ะ

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งรู้ ยิ่งเข้าใจค่ะ

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นกัน

บุญรักษา ธรรมคุ้มครองค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี