ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

ตอนที่ 2
ลูกยกโหล


          บ้านเรามีลูกทั้งหมด 12 คน   ผมเป็นคนที่สอง  มีพี่สาวหนึ่งคน  ปีที่ผมเกิดนั้นพ่อผมอายุได้ 42 ปีแล้ว   ตอนนั้นพวกเราร่อนเร่ไปถึงหมู่บ้านตงซื่อในไถจง   ผมจึงเกิดที่ศาลเจ้าในสุสานแถว ๆ นั้น   ศาลเจ้าในสุสานก็คือคฤหาสน์ในยมโลกของพวกคนตายนั่นเอง   ฮวงจุ้ยเลยไม่เลวนัก  ด้านหน้ามีแม่น้ำ  ด้านหลังมีภูเขา   หมอตำแยที่มาช่วยทำคลอดให้   แต่เช้าตรู่ยังบอกด้วยว่า   ตอนที่แกทำคลอด  แกเห็นมังกรเขียวตัวหนึ่งปรากฏตัวบนท้องฟ้าด้วย   พ่อดีใจใหญ่  จึงตั้งชื่อผมว่า  “ตงจิ้น”  หรือบางทีก็เรียกว่า  ตงสุ่ย

          หลังจากผมเกิด   แม่ก็ตั้งท้องอีกท้องแล้วท้องเล่า  คลอดต่อ ๆ กันจนครบ  หนึ่งโหล”  ครอบครัวที่ยากจนเพียงนี้   แถมยังมีลูกมากขนาดนี้   ลำพังที่พ่อหามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้นก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว   จึงแทบจะไม่ต้องพูดถึงเรื่องเลี้ยงดูพวกเราเลย   ผมจำได้ว่าทุกครั้งที่ผมออกไปขอทานกับพ่อ   พ่อจะต้องผูกแม่ไว้กับต้นไม้ด้วยเชือกหรือโซ่   เพื่อป้องกันไม่ให้แม่หนีไปเล่นน้ำ   เพราะหากว่าแม่เกิดหลงทางขึ้นมา   พ่อตาบอดของผมก็ไม่รู้ว่าจะไปตามแม่ได้ที่ไหน

          เมื่อไม่มีพ่อแม่คอยอุ้มชูดูแล   เด็ก ๆ ทุกคนในบ้านเราจึงต้องช่วยดูแลกันเอง   เล่นดิน  กินทรายมาจนเติบโตขึ้น  แต่ที่แสนจะโชคร้ายไปกว่านั้นก็คือ   น้องชายคนโตปัญญาอ่อนและภาวะอารมณ์ผิดปกติแต่กำเนิด   เพราะกรรมพันธุ์จากแม่   นับแต่นั้น  คนที่ถูกผูกติดกับต้นไม้จึงไม่ใช่แม่เพียงคนเดียว   แต่ยังมีน้องชายคนโตเพิ่มมาอีกคน

          สำหรับพวกเรานั้น  เนื่องจากพ่อมองไม่เห็น  ท่านจึงต้องหาเชือกสีแดงมาร้อยลูกกระพรวนผูกไว้ที่คอลูกทุกคน   เพื่อจะได้ฟังเสียงดูว่าพวกเราคลานเล่นกันไปถึงไหนแล้ว   ถ้าใครไปไกลหน่อย  พ่อก็จะรีบไปลากกลับมา

          เรื่องที่เกิดขึ้นตอนอายุได้ 5 – 6 ขวบนั้น  ผมจำได้แม่นยำ  ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนสี่ขวบ   ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่พ่อกับพี่สาวเล่าให้ฟังภายหลัง

          พี่สาวเล่าว่า  ตอนแรกที่มีเธอคนเดียว   พ่อจะมีไม้คานสำหรับหาบของไว้บนบ่า   มีถุงย่ามอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง   ข้างหนึ่งไว้สำหรับใส่ทารกน้อย  อีกข้างไว้สำหรับใส่ผ้าห่ม   เท่านี้ก็ไปได้ทั่วปฐพีแล้ว   พอมีผมเพิ่มมาอีกคนก็เท่ากับว่ามีภาระเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งปากท้อง   จะอาศัยแต่การขอทานของพ่อคนเดียวก็เริ่มจะไม่พอเสียแล้ว   อีกอย่าง  จะขนย้ายทั้งครอบครัวใหญ่ไปโน่นมานี่คงไม่ใช่วิธีที่ดีนัก

          ดังนั้นเมื่อผมอายุได้ขวบกว่า  พอเริ่มเดินได้ก็เตาะแตะตามพี่สาวออกไปขอทาน   ผมจำได้ว่า  พ่อแทบจะไม่เคยแสดงความชื่นชมหรือยินดีต่อใบประกาศนียบัตรใด ๆ ที่ผมได้มาจากการร่ำเรียนหนังสือเลยสักครั้ง   แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พ่อมักจะพูดติดปากอยู่เสมอ   และในน้ำเสียงนั้นบอกถึงความภูมิใจว่า  ตอนที่อาจิ้นเพิ่งจะสองขวบน่ะ   มันเดินขอทานตั้งแต่หมู่บ้านเฉ่าตุนถึงหมู่บ้านผูหลี่เชียวนะ   ระยะทางห่างกันตั้งสี่สิบกิโลเมตรแน่ะ

          ผมไม่เข้าใจว่า  ทำไมพ่อถึงชื่นชมกับเรื่องนี้หนักหนา   แต่พอมาคิดดูอีกทีก็คงเหมือนกับครอบครัวคหบดีที่หวังให้ลูกชายมีความสามารถในวิชาคำนวณ   ครอบครัวขุนนางข้าราชการที่หวังให้ลูกชายรู้จักการเข้าสังคมต่าง ๆ และเมื่อเกิดในครอบครัวยากจน   พ่อจึงหวังให้ผมมีกำลังขาที่ดี  และมีความอดทนสูงกระมัง   ระยะทางตั้ง 40 กิโลเมตร  แล้วผมก็เพิ่งสองขวบเท่านั้น  คิดดูแล้วก็น่าหดหู่เสียจริง

          ตอนผมห้าขวบ  แม่ก็คลอดลูกติดต่อกันอีกถึงสามคน   เนื่องจากพี่สาวเป็นผู้หญิงจึงต้องคอยดูแลน้อย ๆ อยู่ที่ศาลเจ้าในสุสาน   ส่วนผมต้องเริ่ม  ขึ้นแท่น”  ไอ้เสือปืนเดี่ยว  ออกไปขอทานเพียงลำพัง

          แม้จะอายุเพียงห้าขวบ  แต่  ประสบการณ์”  ที่สั่งสมใน  พรรคกระยาจก”  มาเป็นระยะเวลาถึงสามปีครึ่ง   ทำให้การออกขอทานไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนักสำหรับผม   เพียงแต่การขาดความรู้เรื่องการคุมกำเนิดของพ่อแม่   ทำให้แม่ตั้งท้องและคลอดลูกต่อเนื่องกันอย่างไม่หยุดหย่อน   ทุกครั้งที่มีชีวิตใหม่ลืมตาขึ้นมา  ไม่มีความปีติ  ไร้ซึ่งการยินดี  จะมีก็แต่ความกังวลใจในภาระที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งปากท้อง   และภายหลังผมต้องเป็นผู้รับภาระหนักอึ้งที่จะต้องดูแลครอบครัวที่มีถึงสิบสี่ปากท้องเพียงลำพัง   มันช่างเป็นเสมือนโศกนาฏกรรมที่ดูจะไม่มีวันจบสิ้นสำหรับผม   เสมือนถนนขรุขระที่ไม่มีปลายทาง

          ก่อนผมสิบขวบ  ครอบครัวเราไม่มีบ้านช่องเป็นหลักแหล่ง   หรือแทบจะเรียกได้ว่าเราต้องนอนกลางดินกินกลางทรายกันจริง ๆ   ผมผ่านวัยเด็กท่ามกลางลมหนาว  น้ำค้าง  แสงแดด  พายุโหมกระหน่ำ  มีต้นไม้เป็นหลังคา  ผืนดินเป็นเตียงนอน  และมีสุสานเป็นบ้านของเรา

          พวกเราเคยอาศัยพักพิงมาแล้วแทบทุกที่   ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้  ใต้สะพาน  ตลาดสด  ใต้เวทีโรงงิ้ว  ป่าร้าง  ตามแต่สภาพอากาศที่ผันแปรไปตามฤดูกาล   พูดได้ว่าไม่มีที่ไหนเลยที่เราอยู่ไม่ได้   ถ้าไปตามเมืองเล็ก ๆ เราก็อาศัยกันตามโรงเรียนบ้าง   ศาลาตามสวนสาธารณะบ้าง  สถานีรถไฟบ้าง  หรือถ้าเป็นหมู่บ้านชนบท  เราอาจพักกันตามสวนกล้วย  ไร่อ้อย  โรงเพาะเห็น  หลุมหลบภัย  หรือแม้แต่ในเล้าหมูก็ยังเคย   แต่ที่ที่เราอาศัยกันบ่อยที่สุดคงจะเป็นศาลเจ้าในสุสาน   เพราะการนอนอยู่กับคนตายนั้นไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาดูแคลน   และที่สำคัญคือ  คนตายไม่ไล่ตะเพิดพวกเราแน่

          เคยมีคนถามว่า  ทำไมผมจึงจำเรื่องราวในอดีตได้ละเอียดชัดเจนนัก   ผมคิดว่าคงเป็นเพราะว่าชีวิตผมลำบากและสะเทือนใจมากเหลือเกิน   ไม่ว่าจะการดูถูกเหยียดหยามอย่างไรก็เคยได้รับมาหมดแล้ว   เรื่องแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนเข็มแต่ละเล่มที่คอยทิ่มแทงใจผม   แล้วผมจะลืมมันลงได้อย่างไร   เพียงหลับตาลงครั้งใด  เรื่องราวในอดีตก็แจ่มชัดขึ้นมาในความทรงจำ   เหมือนแผลสด ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในหัวใจกระนั้น

          แล้วจะให้ผมลืมมันลงไปได้อย่างไรเล่า

 

เครดิต : หนังสือเรื่อง ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

เขียนโดย : LAI DONG JIN

แปลโดย  : วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์

 

เป็นหนังสือขายดี พิมพ์ครั้งที่ 33 แล้ว

โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อไป...