ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต
ตอนที่ 1
เรื่องของผม


          22 ธันวาคม ปี 1999   ผมยืนอยู่บนเวทีในพิธีมอบรางวัล 10 เยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปี   หลังจากที่ผมรับรางวัลแล้วกล่าวคำปราศรัยยาว 40 นาทีสิ้นสุดลง   เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องขึ้น   ข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นปรบมือให้ผม   ในนาทีนั้นแม่กับน้องชายคนโตก็นั่งอยู่ในห้องโถงพิธีด้วยเช่นกัน   ผมมองพวกเขาที่นั่งอยู่หน้าเวที   นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เราได้ฟันฝ่าร่วมกันมาแล้ว   ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวจริง ๆ

          นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับรางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณหรอกครับ   ตั้งแต่เล็กจนโตผมเคยได้รับรางวัลและใบประกาศต่าง ๆ เป็นร้อย ๆ ใบ   สิ่งเหล่านี้นับเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับ  ชีวิตสวะ”   ของเด็กขอทานอย่างผม   ผมขอขอบคุณด้วยใจจริง   แด่ทุกคนทั้งที่เคยเป็นกำลังใจและเคยช่วยเหลือผม   มองย้อนกลับไป  ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา   เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นช่างเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายไปตัดมาอย่างรวดเร็วในหัวของผม   ช่วงระยะเวลา 40 ปีของผมช่างยาวนานเสมือนเวลา 80 ปีของคนอื่น   เพราะแต่ละก้าวนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโศกเศร้า   แต่ละก้าวที่ย่างไปข้างหน้านั้น  ราวกับก้าวเดินบนถนนก้อนกรวด  เลือดไหลซิบ ๆ แต่ก็ยังต้องฝืนยกเท้าก้าวต่อไป

          ยังดีที่ผมไม่ล้มลง   ยังดีที่ผมยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้  ยังดีที่ผมไม่เคยละทิ้งชีวิตนี้ไป

          กระผม  นายไล่ตงจิ้น  เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1959   พ่อเป็นขอทาน  แม่เป็นคนปัญญาอ่อน

          “บ้านฉันช่างน่ารักจริงเอง  สะอาด  สดใส  มีพลานามัย  และเปี่ยมสุข”   เมื่อได้ยินเด็ก ๆ ร้องเพลงนี้ทีไร   ใจผมกลับรู้สึกว่า  บ้านผมช่างแปลกเหลือเกิน”   ก็ตอนที่พ่อตาแม่ยายผมห้ามลูกสาวเขาไม่ให้แต่งงานกับผม   บ้านนั่นน่ะเป็นบ้านที่โคตรซวย  บรมซวยที่สุดในโลกเชียวนะ”   แล้วผมจะมีหน้าไปเถียงอะไรเขาได้เล่า   ในเมื่อบ้านผมก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ   พ่อผมไม่ได้เป็นเพียงขอทานธรรมดา ๆ เท่านั้น   แต่ยังเป็นขอทานตาบอดอีกด้วย   แถมแม่ผมยังเป็นคนปัญญาอ่อนที่มีภาวะอารมณ์ผิดปกติ   หมอบันทึกลงในใบวินิจฉัยโรคว่าแม่ไอคิวต่ำเพียงระดับ 58 เท่านั้น

          นี่คือเรื่องราวการเติบโตของผม   เป็นบันทึกชีวิตคลุกเลือดเคล้าน้ำตาที่พวกเราทั้งครอบครัวได้ช่วยประคับประคองกันมา   ผมเลือกที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้มาบันทึกเป็นหนังสือในวันนี้   เพื่อระลึกถึงคืนวันในช่วงนั้น

          พ่อผมเกิดที่หมู่บ้านเฉียนจู๋  หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แสนจะยากจนในอำเภออูรื่อ  จังหวัดไถจง   ปู่ย่ามีอาชีพรับจ้างทำนา  เมื่อพ่ออายุได้สี่ขวบ   ปู่ก็ป่วยตาย  ย่าเลี้ยงดูลูกทั้งสาม  (ได้แก่ พ่อผม  ลุงและป้า)  แต่เพียงลำพัง   ในสมัยนั้นแค่การเป็นหญิงม่ายก็ลำบากพออยู่แล้ว   แต่นี่ยังมีลูกติดอีกถึงสามคน   จึงทำให้ทั้งครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้ออยู่บ่อย ๆ   ซ้ำยังต้องโดนดูถูกเหยียดหยามสารพัดด้วยเหตุนี้   อีกสามปีต่อไป  ย่าจึงยอมแต่งงานใหม่ไปอยู่หมู่บ้านซิ่วซาน  อำเภอต้าหย่า  โดยที่ลูกทั้งสามไม่ได้ติดตามไปด้วย   ทุกคนยังอยู่ที่อู่เรือ  ทำงานรับจ้างทั่วไป  เลี้ยงวัว  เลี้ยงควายบ้าง  พอประทังชีวิตไปวัน ๆ

          เมื่อพ่ออายุได้ 17 ปี   ย่าก็เสีย   ดังนั้นนอกจากพี่ชายกับพี่สาวแล้ว   พ่อจึงไม่มีญาติที่ไหนอีก   แต่กระนั้นสวรรค์ก็ยังไม่ปรานี   สองปีต่อมา  จู่ ๆ ตาของพ่อก็เริ่มมีอาการผิดปกติ   ในตอนนั้นทั้งลุงและป้าต่างก็แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว   ครอบครัวของแต่ละคนก็ลำบากมาก   ไม่สามารถดูแลน้องชายคนนี้ได้   ประกอบกับแพทย์ในสมัยนั้นก็ยังไม่พัฒนา   ตาของพ่อจึงค่อย ๆ บอดลงในที่สุด   ที่น่าแปลกก็คือ  อีกสิบกว่าปีต่อมา  ลุงกับป้าก็ตาบอดทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน   ไม่รู้ว่าเพราะตั้งฮวงซุ้ยบรรพบุรุษไม่ถูกต้อง   หรือเป็นเพราะความผิดปกติทางพันธุกรรมกันแน่   คงไม่มีใครตอบได้   สรุปก็คือเมื่อพ่ออายุได้ 22 ปี   ตาก็บอดสนิททั้งสองข้าง

          จากนั้นท่านจึงเริ่มใช้ชีวิตวณิพก   หากินด้วยการเป็นหมอดูบ้าง  หมอนวดบ้าง   แต่เนื่องจากกิจการไม่ค่อยดีนัก   โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อจึงมักจะไปดีดพิณขอทานตามตลาดสดบ้างตลาดโต้รุ่งบ้าง   ชีวิตพ่อมีเพียงแค่ไม้เท้าหนึ่งอัน  ชามบิ่น ๆ หนึ่งใบกับพิณอีกหนึ่งตัว   ระหกระเหินไปทั่ว  ค่ำไหนนอนนั่น   ในใจพ่อคิดอะไรอยู่นั้น  ผมไม่เคยเข้าใจ  บางทีชีวิตเร่ร่อนขอทานของชายตาบอด   อาจจะมีสิ่งน่าพอใจอยู่บ้างก็ได้

          พ่อซัดเซพเนจรไปเรื่อยจนอายุ 32 ปี   วันหนึ่งพ่อเดินลัดเลาะไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำหมู่บ้านจ้างฮว่าเอ้อหลิน   กะว่าจะนั่งพักขาใต้ร่มไม้ให้พอหายเหนื่อยเสียก่อน   พอนั่งลงก็ได้ยินเสียงคล้ายกับคนร้องครวญครางดังขึ้นใกล้ ๆ ตัว   แม้พ่อจะมองไม่เห็น   แต่ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นเสียงของเด็กผู้หญิง   เสียงโอดโอยนั้นบอกถึงความทรมานสุดทน   พ่อสงสัยว่าเธออาจจะป่วย  จึงยื่นมือออกไปแตะดู   ตั้งใจจะถามเธอว่าเป็นอะไร   แต่เด็กหญิงดูเหมือนจะไม่เข้าใจถึงจะถามแล้วไม่ได้คำตอบ   แต่ในสถานการณ์นั้น  พ่อก็ไม่ใจดำพอจะทิ้งเด็กหญิงไว้ตามลำพังได้   จึงนั่งลงที่พื้นใกล้ ๆ คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอ

          ไม่รู้ว่านั่งไปนานเท่าไร   พอดีมีชาวบ้านเดินผ่านมาเห็นเด็กหญิงนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้น   แกถอนใจยาว  เล่าให้พ่อฟังว่า   จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารนะเด็กคนนี้น่ะ  บ้านแกอยู่ที่หมู่บ้านหยวนหลิน   แต่ฐานะยากจน  พอเกิดมาก็ถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมตระกูลเฉิงที่เอ้อหลิน  หยวนโต้ง   แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ   พอตระกูลเฉิงรู้ว่าเด็กคนนี้ปัญญาอ่อนแต่กำเนิด   แล้วยังเป็นโรคลมบ้าหมูอีก   อย่าว่าแต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลเลย   แค่เลี้ยงดูพ่อแม่บุญธรรมแกยังไม่ใส่ใจดูแล   ได้แต่ปล่อยแกตามยถากรรม  จะอยู่จะกินอย่างไรก็ช่าง   พอเด็กมันหิวก็จับมดจับแมลง  ผลไม้  ผักหญ้าใส่ปากไปตามแต่จะเก็บได้   เหนื่อยก็ล้มลงนอนกับพื้นสะเปะสะปะไปทั่ว   พอป่วยก็ได้แต่มานอนโอดโอยอย่างที่เห็นนี่แหละ”   พอพูดจบ  ชาวบ้านคนนั้นก็ถอนใจยาวอีกเฮือกหนึ่ง   แล้วส่ายหน้าเดินจากไป

          พ่อคิดว่า  คนเราเกิดมาใต้ฟ้าผืนเดียวกัน   พ่อเองก็ไม่มีพ่อแม่  ส่วนเด็กคนนี้ก็ถูกทอดทิ้ง   ทำไมในโลกนี้จึงมีคนน่าสงสารมากมายนักนะ   แม้ตัวพ่อเองจะตาบอด  แต่อวัยวะส่วนอื่นก็สมบูรณ์ดี   ยังพาตัวไปขอทานได้   แม้จะต้องทนอดอยู่บ่อย ๆ แต่ลมหายใจก็ยังไม่สิ้น   หากว่าพ่อใจดำจากไปในวันนี้   ไม่รู้ว่าเด็กที่น่าสงสารคนนี้จะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า   พอคิดได้อย่างนี้แล้ว  พ่อก็ตัดสินใจว่าจะพาเด็กหญิงนี้กลับไปรักษาที่อูรื่อบ้านเกิดตัวเอง

          ดังนั้นทั้งสองจึงอยู่กินกันเป็นสามีภรรยากันมา

          ในสมัยนั้นยังไม่มีอะไรที่เรียกว่า  “พิธีแต่งงาน”  เพียงคนสองคนอยู่ด้วยกันก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันได้แล้ว   และเด็กผู้หญิงปัญญาอ่อนที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่นี้ก็คือแม่ผมเอง   ตอนหลัง  เวลาพ่อเล่าถึงเรื่องนี้ทีไร   จึงมักจะพูดว่าพ่อไป เก็บ”  แม่มา   ที่จริงจะว่าอย่างนี้ก็คงไม่ผิดนัก   เพราะตอนนั้นพ่ออายุ 32 ปีแล้ว   ส่วนแม่อายุเพียง 13 ปีเท่านั้น   ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 19 ปี  ก็เหมือนเก็บเด็กมาเลี้ยงจริง ๆ นั่นแหละ

          คำพังเพยกล่าวว่า  “หงส์คู่หงส์  มังกรคู่มังกร  คางคกงี่เง่าคู่กับเต่าเฒ่าหลังตุง   คนหลังค่อมคู่กับคนปัญญาอ่อน”   ไม่รู้อย่างนี้ควรจะเรียกว่าสวรรค์บันดาลหรือสวรรค์กลั่นแกล้งดี

เครดิต : หนังสือเรื่อง ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

เขียนโดย : LAI DONG JIN

แปลโดย  : วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์

เป็นหนังสือขายดี พิมพ์ครั้งที่ 33 แล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป...