"เอหิปัสสิโก" เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

อบรมวิปัสสนากรรมฐานครั้งนี้เราตั้งใจมาก  มุ่งมั่นเต็มที่  เก็บกระเป๋าก่อนที่เรื่องลางานจะได้รับการอนุมัติซะอีกค่ะ  มาคนเดียวค่ะ  ชวนใครต่อใครแล้วเค้าไม่มา  เราก็ต้องใจถึงๆหน่อยนะคะ  ถ้ารอเพื่อนหรือญาติมาด้วยชาตินี้คงไม่ได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่แน่ๆ

หลังจากตอบยืนยันการเข้าปฏิบัติธรรมทางอินเตอร์เนตแล้วทางยุวพุทธฯจะส่งเมลตอบผลการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการอบรมวิปัสสนากรรมฐานมาให้ในเมล  อ่านแล้วพิมพ์ออกมาเลยค่ะ เป็นเอกสารไว้ยื่นเวลาลงทะเบียน  ในวันที่เข้าปฏิบัติธรรมค่ะ

เช้าวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

8.45  เราเดินทางมาถึงยุวพุทธฯ ศูนย์ 1  ซ.เพชรเกษม  54  พาตัวเองกับสัมภาระมาด้วย  หอบหิ้วมามากหน่อยค่ะ  แบบว่าเตรียมตัวมาเยอะ จะได้สบายใจ นำเอกสารยืนยันมายื่นที่แผนกรับสมัคร (ตึกหน้าอยู่ด้านซ้ายในสุด)   ในช่วงเวลาที่กำหนด คือ 08.00 – 09.00 น.  ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำบัตรสมาชิกยุวพุทธให้สำหรับคนที่ยังไม่มีบัตรสมาชิก  คนที่มีบัตรสมาชิกแล้ว ก็เข้าไปที่ห้องอาหารตึกเก่า (ด้านใน) ได้เลยค่ะ ไปลงทะเบียนการเข้าพักที่นั่น  เจ้าหน้าที่จะรออยู่ เลือกห้องพักและเตียงให้เรา สำหรับสมาชิกใหม่ต้องจ่ายค่าทำบัตร 50 บาท ด้วยค่ะ 

9.00  ลงทะเบียนเสร็จแล้ว  เราจะได้ป้ายชื่อและเบอร์ห้อง C 201 – 18 อยู่ชั้น 2 คือ เตียงที่ 18  เตียงล่าง ติดริมหน้าต่าง  ผนังด้านใน (มืดๆค่ะ  เพราะมีอีกตึกบังอยู่) ห้องพัดลม  ติดมุ้งลวด  ขึ้นบันไดเดินเข้ามาเลี้ยวขวาค่ะ  เอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่เตียง มีอุปกรณ์การนอนวางไว้ให้  จัดการปูผ้าที่เตียง ใส่ปลอกหมอน เปลี่ยนเส้อผ้าเป็นชุดขาว  แล้วก็นอนพักผ่อน  รอเวลาปฐมนิเทศ ตอน 10.00 น ค่ะ

            10.00 ได้เวลา (เสียงออดดัง) ก็เดินเข้าห้องปฏิบัติธรรม อยู่ที่ชั้น 2 ค่ะ ออกจากห้องพัก เลี้ยวขวาอยู่ด้านขวาสุดค่ะ  ห้องปฏิบัติธรรมติดแอร์ค่ะ อุณหภูมิ 25 องศา  กำลังเย็นสบายๆ มีเบาะสีน้ำเงินวางไว้  เลือกที่นั่งตามใจชอบค่ะแล้วเข้าไปนั่งรอ  จะมีกระดาษให้กรอกชื่อ  ประสบการณ์การบวช  หมายเลขเบาะที่นั่ง หมายเลขเตียงนอนวางไว้พร้อมปากกา  กรอกเสร็จแล้วนำไปส่งที่อ.อภิญญาค่ะ นอกจากนั้นเค้าก็วางสมุดโครงการอบรมวิปัสสนากรรมฐานไว้ให้  คนละ 1 เล่ม  ข้างในสมุดจะบอกประวัติพระวิปัสสนาจารย์  รายชื่อเจ้าภาพโครงการ  คำอาราธณาศีล ๘  และบันทึกธรรม ไว้ให้จดอะไรๆ

เมื่อมาพร้อมกันแล้ว  ประธานโครงการกล่าวต้อนรับ กล่าวเปิดงาน แนะนำให้รู้จักยุวพุทธฯ โดยดู DVD แนะนำ แล้วก็แนะนำให้รู้จัก อ.อภิญญา  ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ช่วยวิทยากรที่จะคอยดูแลและให้ความช่วยเหลือเราตลอดทั้งโครงการค่ะ  บอกกฎ กติกา  ระเบียบปฏิบัติ  หลังจากนั้นก็ดู DVD การสอนปฏิบัติธรรมของพระครูปลัดวีระนนท์ วีระนันโท (เราจะเรียกท่านว่า หลวงพ่อ นะคะ) http://gotoknow.org/blog/veeranon/259720 

DVD แผ่นนี้ดีมากค่ะ หลวงพ่อและลูกศิษย์ช่วยกันจัดทำขึ้น  โดยหลวงพ่อบอกวิธีการปฏิบัติและสาธิตวิปัสสนากรรมฐาน (แบบพองหนอ  ยุบหนอ)  ยืน เดิน นั่ง  นอน  อย่างละเอียด ชัดเจน เข้าใจง่าย เสียงหลวงพ่อฟังแล้วเย็นใจค่ะ  มีบรรยายภาษาอังกฤษด้วยค่ะ ชาวต่างชาติดูแล้วสามารถปฏิบัติตามได้ ถ่ายทำในวัดป่าเจริญราช http://gotoknow.org/blog/veeranon/259730 บรรยากาศสุขสงบ  สนใจผาติกรรมได้ที่วัดป่าเจริญราชค่ะ

12.00  รับประทานอาหารกลางวัน  ก็เดินเข้าแถวอย่างเรียบร้อยไปตักอาหารมังสวิรัติที่วางอยู่บนโต๊ะ  โดยใช้ถาดหลุม  อาหารมื้อแรกของเรา คือ  ข้าวกล้อง ผัดขิงเห็ด  แกงเขียวหวาน  ไข่ยัดไส้ มีซาลาเปาไส้หวานกับแตงโม เป็นของหวาน นำถาดอาหารมาที่โต๊ะอาหาร (เลือกที่นั่งเองค่ะ) พิจารณาอาหาร  แล้วรับประทานค่ะ  อร่อยมากค่ะ (ทานได้เต็มที่นะคะ  ไม่อิ่มก็มาตักใหม่) ทานเสร็จแล้วก็เอาถาดไปวางที่เค้าจัดไว้ให้ (ไม่ต้องล้างจานค่ะ) แล้วก็ขึ้นไปนอนพักผ่อน เตรียมตัว เตรียมใจปฎิบัติธรรมช่วงบ่ายค่ะ

12.45   ใกล้หมดเวลาพัก  เสียงออดเตือนก็ดังค่ะ  เราก็เดินเข้าห้องปฏิบัติธรรมค่ะ  คราวนี้เค้าจัดเบาะนั่งใหม่  เป็นเบาะสีน้ำตาลค่ะ  จัดสลับหว่างกันกับแถวหน้า ให้ข้างหน้าเบาะมีที่ว่างเพื่อเดินจงกรมประมาณ 8-10 ก้าว เพื่อสามารถเดินจงกรมได้

13.00   เริ่มพิธีบวช  หลวงพ่อออกมากับพระอาจารย์อีกรูป (ผู้ช่วยหลวงพ่อ  จำชื่อจริงไม่ได้ค่ะ  ได้แต่ชื่อเล่นค่ะว่า พระอาจารย์แม็ค) แล้วอ.อภิญญา ก็นำพวกเรากราบ ถวายเครื่องสักการะ (ดอกไม้ธูปเทียน) กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำสมาทานสิกขาบท 8 ประการ  http://gotoknow.org/blog/veeranon/261373

หลวงพ่อ ให้โอวาทจนจบ  แสดงธรรมและสอนกรรมฐาน ค่ะเริ่มจากเดินจงกรม Step 1 

http://gotoknow.org/blog/gotoybat/260278

จนกระทั่งมานั่งภาวนา ค่ะ

13.40   สอนเสร็จก็ให้พวกเราเริ่มปฏิบัติกัน  เดิน  30 นาที  นั่ง 30 นาที  โดยหลวงพ่อจะคอยเดินตรวจดูลูกศิษย์ว่าทำถูกต้องหรือเปล่า  พวกเราก็ตั้งใจปฏิบัติกันค่ะ  เดินจงกรมจนเมื่อย  ปวดบ่า ไหล่มากค่ะ  แรกๆสมาธิก็มามั้ง หายมั้ง  ฟุ้งซ่านบ้างก็พยายามต่อไป

นั่งภาวนา พองหนอ  ยุบหนอ ได้สมาธิกับสติบ้าง  แม้จะขาดๆหายๆก็กลับมาองค์ภาวนา นิวรณ์ 5 มาเลยค่ะ  ฟุ้งซ่านไป  รู้สึกตัวก็กลับมาภาวนาต่อ หนักๆเข้าก็ง่วง แล้วก็เจอเวทนามาก  ปวดขา  ปวดหลังมาก ก็ภาวนา  พองหนอ  ยุบหนอ  ปวดหนอ

15.00   หมดเวลาช่วงแรก  พักดื่มน้ำปานะค่ะ  ทางยุวพุทธฯ  เตรียมน้ำผลไม้ น้ำหวานให้ดื่มค่ะ  มี 2 ที่ คือ ห้องทานอาหารข้างล่าง กับหน้าห้องปฏิบัติธรรมชั้นบนค่ะ  ทานเสร็จแล้วก็เข้าห้องน้ำ  ให้เรียบร้อย  ล้างหน้าให้สดชื่นค่ะ

15.30    หมดเวลาพักแล้วค่ะ (เสียงออดดัง)   ก็กลับเข้ามาในห้องปฏิบัติธรรม  ปฏิบัติต่อค่ะ  ลุยเลยค่ะ สู้ๆๆ (พากเพียรหนอ) ฟุ้งซ่าน  ง่วง  ทุกข์เวทนามาเรื่อย  ภาวนาไป  พองหนอ  ยุบหนอ  ปวดหนอ  รู้ตัวไป  พองหนอ  ยุบหนอ  ปวดหนอ

17.00   หมดเวลาปฏิบัติ  (เฮ....) หลวงพ่อก็นะสวดแผ่เมตตา  กรวดน้ำ กราบลาพระพุทธ  อ.อภิญญา ก็นำกราบลาพระอาจารย์  นั่งรอพระอาจารย์เดินออกไปก่อนค่ะ  แล้วก็กลับห้องพัก นอนพักผ่อน หรือ อาบน้ำ หรือ ทานข้าว (สำหรับผู้ถือศีล 5 ค่ะ) หรือ ทานน้ำปานะ คุยโทรศัพท์  แล้วแต่สะดวกค่ะ  เราน่ะ  ดื่มน้ำ  เข้าห้องน้ำแล้ว รีบกลับเตียงแล้วลงนอนก่อนเลยค่ะ  ก็ปวดขา  ปวดหลังมาก  ไม่ไหวต้องพักก่อน

18.30   ได้เวลาสวดมนต์ทำวัตรเย็น (เสียงออดดัง) ก็เดินเข้าห้องปฏิบัติธรรมค่ะ  ประจำที่นั่ง  จะมีหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กๆ  วางไว้ให้พวกเราสวดมนต์ทำวัตรเย็นกัน  พระอาจารย์แม็ค  นำสวดมนต์ค่ะ  หลวงพ่อไม่สบายค่ะ  ท่านพักผ่อน คืนนี้จึงไม่มีเทศน์ค่ะ

19.00   สวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว  เราก็เริ่มปฏิบัติกรรมฐานกันต่อค่ะ  ยืน เดิน นั่ง ค่ะ  พระอาจารย์ท่านก็ปฏิบัติด้วย

20.30   หมดเวลาปฏิบัติ  พระอาจารย์ก็นำสวดแผ่เมตตา  กรวดน้ำ กราบลาพระพุทธ  อ.อภิญญา ก็นำกราบลาพระอาจารย์  ไปพักผ่อน  ดื่มน้ำปานะ อาบน้ำ

21.00   นอนหลับค่ะ  ไม่นอนก็ต้องนอนค่ะ  เพราะเค้าปิดไฟหมด  ยังไม่ง่วงก็นอนภาวนาต่อบนเตียงค่ะ  ทุกคนต่างคนต่างนอน  ไม่ค่อยมีใครพูดคุยกัน  เค้าเคร่งกันค่ะ  ยกเว้นเรา  ออกไปคุยโทรศัพท์กับครอบครัว ตรงระเบียงห้องค่ะ  เค้าเป็นห่วง  ต้องเล่าให้เค้าฟังหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง  เค้าจะได้สบายใจกัน 

 

Trip : คำแนะนำพิเศษๆ นะคะ  เพื่อการปฏิบัติธรรมอย่างราบรื่นสำหรับมือใหม่ค่ะ

 

1. การทานอาหาร  อาหารมังสวิรัติก็อร่อยดีนะคะ  ถึงแม้ว่าหน้าตาอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไหร  ทำใจดีๆค่ะ  ลองตักอาหารทุกอย่างที่มีให้นะคะ  ตักน้อยๆก่อน ลองมาทานดู  ถ้าอร่อย  ทานได้ก็ค่อยเดินไปตักอีกค่ะ  เค้าไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ  ถ้าทานอย่างมีสติ  เรียบร้อย  พยายามทานนะคะ  ไม่งั้นตอนเย็นจะหิว

2. การเดินจงกรม  หลายคนไม่ชอบเดินจงกรม  เพราะคิดว่าไม่ค่อยได้อะไร (ตอนหัดใหม่ๆ เราก็รู้สึกยังงั้น)  อยากบอกว่า  จริงๆแล้วการเดินจงกรมมีประโยชน์มากค่ะ  คือ  อาพาธน้อย  ย่อยอาหาร  นานในสมาธิ  สำคัญมากเลยค่ะ  ยิ่งเดินมาก  จะนั่งสมาธิได้นานมากขึ้น  เพราะมีสมาธิที่ต่อเนื่องมาจากการเดินที่ส่งเสริมในการนั่งภาวนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น (ตอนแรกๆพระอาจารย์ที่สอนเราเค้าแนะนำ  เราก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร  แต่พอลองทำแล้ว  เดินจงกรมก่อนนั่งแล้วดีกว่าไม่เดินจริงๆค่ะ)  ลองปรับทัศนคติใหม่นะคะ  ลองดูค่ะ  แล้วจะชอบ  ไม่แน่นะคะ  อาจบรรลุธรรมเพราะการเดินก็ได้ค่ะ  สู้ๆๆ (พากเพียรหนอ)

3. การนั่งภาวนา  ภาวนาแรกๆ นิวรณ์ 5 เค้าจะสลับกันมาหรือบางทีก็มาพร้อมกัน เช่น

ฟุ้งซ่าน  พองหนอ  ยุบหนอ  ฟุ้งซ่านหนอ  คิดเรื่องโน้น เรื่องนี้ไปเรื่อย ลืมตัวเองไป  จิตใจอาจจะยังไม่สงบเท่าไหร ก็ให้รู้สึกตัวไว้ค่ะ  อย่าทิ้งองค์ภาวนา  อย่าส่งจิตออกนอก ไปคิดเรื่องอื่น  ภาวนาไว้ค่ะ และอย่าส่งจิตเข้าข้างใน เพราะจะกลายว่าเราไปเพ่งมันเอาไว้  ดักรู้ ดักดู  อย่างนั้นไม่ใช่วิปัสสนาค่ะ  เพราะมันจะแข็งๆทื่อๆ  ของจริง จะรู้สึกนุ่มนวล สบายๆค่ะ

ง่วง  พองหนอ  ยุบหนอ  ง่วงหนอ  มือใหม่หัดภาวนาอย่างเรา  ภาวนาดี ได้สมาธิ  แต่สติอ่อน  ก็จะผงกล่ะ  บางทีรู้สึกง่วงมาก จนภาวนาต่อไม่ได้  อยากนอนมาก  ถ้าลุกก็จะผิดสัจจะ  เพราะยังไม่หมดเวลาที่ตั้งใจนั่งภาวนา  สู้ไม่ไหวก็ให้ร่างกายมันหลับไปค่ะ  แต่ใจยังภาวนาอยู่  รู้สึกตัวอยู่  ถ้าทำไม่ได้ก็ลุกไปทานน้ำ  ล้างหน้า  แล้วกลับมาภาวนาต่อ  สู้ๆๆ (พากเพียรหนอ)

4. การคุยโทรศัพท์  ถึงแม้จะมีป้ายบอกไว้ว่า “’งดพูด ติดไว้  สำหรับคนเพื่อนเยอะ  แฟนเยอะ  มีคนรักอย่างพวกเรา  คงทำใจลำบากถ้าไม่ให้พูดเลย  ขอบอกว่า  เลือกหามุมสงบๆ ห่างๆผู้คน (ระวังอ.อภิญญาค่ะ  ถ้าเค้าเห็นเค้าก็จะเดินมาเตือนค่ะ ฮิๆๆ) แล้วโทรไปเลยค่ะ  คุยเลยแต่เสียงเบาๆนะคะ  อย่ารบกวนผู้อื่น  เราอนุญาตตัวเอง  เพราะวันนี้ยังไม่ได้สมาทานปิดวาจาค่ะ  เพราะฉะนั้น  ยังคุยได้ไม่ผิดศีลค่ะ  เลือกคุยเฉพาะคนสำคัญๆ และเรื่องดีๆนะคะ ไม่พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ หรือคำหยาบนะคะ  จะได้ไม่ผิดศีลข้อ 4

5. จัดการกับความคิดถึง  ใครจะบอกว่าไม่รู้สึกคิดถึงคนพิเศษ คิดถึงบ้านหรือคิดถึงงาน  เราว่าโกหกน่ะ  เพราะเราเป็นมนุษย์ที่มีกิเลสอยู่  ถึงแม้ว่าจะมาลด ละ เลิกกิเลสที่นี่  แต่ความรู้สึกแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ค่ะ  วิธีที่ดีนะคะ  ให้รู้สึกตัวไว้ค่ะ  คิดถึงก็ให้รู้ว่าคิดถึง  เศร้าก็ให้รู้ว่าเศร้า  เหงาก็ให้รู้ว่าเหงา  นั่งก็รู้  เดินก็รู้  นอนก็รู้  สักว่ารู้  สักว่าเห็น  ไม่ว่าจะรู้สึกอะไร  ยังไง  ให้มีสติ  รู้สึกตัวบ่อยๆ  รู้เฉยๆ  รู้ลูกเดียวเลย  ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง  มันเป็นยังไง  ก็รู้ว่ามันเป็นยังงั้น  เช่น  พอคิดแล้วรู้ว่ากำลังคิด  พอรู้ปั๊ป  สติจะเกิด มันก็ตัดปุ๊ปเลยค่ะ  ได้วิปัสสนาค่ะ  รู้บ่อยๆ ดีค่ะ  เผลอบ่อยๆ เหม่อบ่อยๆ ไม่ดีค่ะ  เดี๋ยวกิเลสเอาไปกินหมด 

รู้แล้วเป็นยังไงหรือค่ะ ก็จะเห็นว่า กาย ใจ สภาวะรูปธรรม ไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา มันไม่เที่ยง  มันเป็นทุกข์  มันไม่มีตัวตน (ว่าง)

วันนี้เล่าแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ  ขอตัวไปภาวนาก่อนค่ะ

พรุ่งนี้จะกลับมาเล่าให้ใหม่ค่ะ

 

บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองค่ะ