ฉัตรมงคล แห่งสยาม

 "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"  นี้คือพระปฐมบรมราชโองการ   แห่ง   "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ตรัส  ณ  วันเสด็จขึ้นครองราชย์  ดังที่เรียกว่า  "วันพระบรมราชาภิเษก"  หรือวันฉัตรมงคล  ๕  พฤษภาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๓   กาลอันประเสริฐ  ณ  ครั้งนั้น  ล่วงถึง  ณ  วันนี้  ก็เจริญผ่านเข้าสู่วาระ  ๖๐  ปีแล้ว

     ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน  ขอจงพระเกษมสำราญในพระราชหฤทัย  และขอรังสีแห่งทศพิธราชธรรมบารมีสาดแสงประหนึ่งกำแพงแก้ว  ห้อมล้อม  ป้องผองภัย  ให้มวลหมู่พสกนิกรไทย  และผืนแผ่นดินไทย  พ้นจากพาล  และมารทั้งปวง  ขอไทยจงสู่ชัย  สงบเย็น  และวัฒนาสืบๆ  ไป  ด้วยพระมหาบารมีธรรมยิ่งใหญ่ของพระองค์ด้วยเถิด

     ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระยะ  ๒-๓  วันอันเป็นมิ่งมงคลนี้  นับเป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ  แท้จริงแล้ว  เมื่อปอกเปลือกหัวใจให้เห็นแก่น  คนไทย-ไม่มีสี  ต่างทรุดกายลงราบ  กราบแทบพื้น  พุ่งกระแสจิตไปจดจ่อ  ณ  เบื้องพระบาท...ข้าพระพุทธเจ้า  เหล่าพสกนิกรผู้ยากไร้ทั้งหลายนี้

     ขอพระบารมีพ่อหลวงเป็นที่พึ่งทั้งสิ้น!

     ฉะนั้น  ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งหลาย  และรัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศ  จงอดออมถนอมใจ  พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์  อย่ายุแหย่ให้แยกกัน  ใช้สติ  ใช้ความเข้าใจ  และรับฟังความคิดต่าง-ความเห็นต่าง  ของแต่ละฝ่ายด้วยใจเปิดกว้างให้มากเข้าไว้เถิด

     ในเมื่อแสวงหา  "จุดรวม"  ในความเป็นคนไทยด้วยกันได้แล้วว่า  ปักแน่น  ณ  ที่เดียวกันคือ   "สถาบันพระมหากษัตริย์"  อันมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นแกนกลางใจเช่นนี้  ไม่ว่าใคร-ฝ่ายไหน  จะทำอะไร  ก็จงทำไปตามกรอบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ทั้งกับตัวเอง  และทั้งกับผู้อื่นเถิด

     แต่วานอย่าสร้างปฏิกิริยาปฏิปักษ์  แบ่งข้าง-แบ่งฝ่าย  เหมือนจะต้องผ่าประเทศไทยอยู่คนละซีกเลย!

     และที่สำคัญ  อย่านำความผิดพลาดของแต่ละฝ่ายมาสาดใส่กันให้มากนัก  เป็นความเมตตายิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มอบ   "สมองซีกจำ"  ให้กับมนุษย์  โดยไม่ลืมที่จะมอบ  "สมองซีกลืม"   ให้ด้วย  ฉะนั้น  เราหัดลืมๆ  อะไรที่ไม่ดีทั้งของเราและของผู้อื่นที่ผ่านมาไปบ้าง  แล้วเลือกหยิบแต่สิ่งดีมาพูด-มาจำกัน  มันจะประเสริฐกว่า  เพราะเราทุกคนอยู่บ้าน  คือ  "ประเทศไทย"  เดียวกัน

     ที่ผ่านมา  ฝ่ายรัฐ-ว่างเว้นการเป็นตัวนำในการริเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อสังคมชาติ  ประเทศที่มีวัฒนอารยธรรม  และขนบธรรมเนียมประเพณีทรงเอกลักษณ์อย่างไทยเรา  แค่เปิดปฏิทินสำรวจดูวันนักขัตฤกษ์ก็มากมาย  แต่ทางราชการ  "ไร้ตัวนำ"  ทางความคิดสร้างสรรค์  วันสำคัญของไทยจึงมีความหมายแค่

     ได้เงินเดือน  โดยไม่ต้องทำงานอีก  ๑  วัน!

     ก็คงต้องเป็นภาระของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็น  "หัวชักลาก"  อีกนั่นแหละ  "กระทรวงวัฒนธรรม"   นั่นน่ะ  น่าจะหาคนที่มีศีรษะมาทำงานกันบ้างนะ  ขืนเอาแต่ตัวคนมาทำงานก็จะโทษใครเขาไม่ได้  เพราะ  "สมอง"  อยู่ที่หัว  ไม่ได้อยู่ที่ตัวมิใช่หรือ?

     พูดถึงงานอันสืบเนื่องมาจากวันสำคัญๆ   ที่ผมติดตา-ติดใจ  ด้วยทึ่งและศรัทธาเขาจริงๆ  ก็ต้องยกให้  บริษัท  ปตท.จำกัด  (มหาชน)  ผมพูดแค่นี้เชื่อว่าหลายท่านก็นึกไม่ออกว่า  ปตท.ทำอะไร  นอกจากขายน้ำมัน  ขายปิโตรเลียมครบวงจร?

     ก็ไม่แปลกหรอกครับ  เพราะเรื่องเหล่านี้  ปตท.เขาไม่ได้ทำหวังเอาหน้า  หรือหวังเอาไว้โฆษณาภาพพจน์องค์กร  แต่เขาทำด้วย  "เข้าถึง"  และอุทิศสิ่งนั้นเพื่อสังคมมนุษยชาติร่วมกันด้วย  "จิตให้"  เพื่อทุกคนในชาติ  และทุกคนในโลก

     เดี๋ยวก่อน  เราส่วนใหญ่  จำกันได้แต่ว่า  "วันที่  ๕  ธันวา."  เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา"  แต่ถ้าถามว่า  วันที่  ๕  ธันวา.ของปีไหน  พ.ศ.ไหน  ส่วนใหญ่อึ้ง  ไม่ใช่ไม่รู้  หากแต่ฝังใจจำเฉพาะ  ๕  ธันวา.ขึ้นใจมาแต่อ้อน-แต่ออก  เลยไม่ทันคิดไปทบทวนว่าปีไหน  พ.ศ.ไหน

     ในพระนิพนธ์  "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ"  เรื่อง  "แม่เล่าให้ฟัง"  ทรงบันทึกไว้  ดังนี้

     "วันที่   ๕  ธันวาคม  พ.ศ.๒๔๗๐  (ค.ศ.๑๙๒๗)  น้องชายคนที่สองของข้าพเจ้า  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช  ประสูติที่โรงพยาบาลเมานท์  ออเบอร์น  (Mt.Auburn)  ในเคมบริดจ์"

     ครับ..นับจาก  พ.ศ.๒๔๗๐  ถึงปีนี้  คือปี  พ.ศ.๒๕๕๒  นั่นก็  ๘๒  ปีแล้ว!

     ในพระชนมพรรษา  ๘๒  ปี  นั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงครองราชย์มาแล้วกว่า   ๖๐  ปี  ท่านคงจำได้นะครับว่า  เมื่อปี  พ.ศ.๒๕๔๐  อันเป็นปีที่ทรงครองราชย์ครบ  ๕๐  ปี  มีการเฉลิมฉลองไปครั้งหนึ่ง  ถึงวันนี้  รายละเอียดของงานเฉลิมฉลอง  "น้อยคน"  ที่จะจำได้  เพราะการจัดงาน  จัดแล้วก็เลิกไป

     แต่มีองค์กรหนึ่งที่จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ   ณ  ครั้งนั้นแล้ว  ถึงวันนี้  ผ่านมาแล้ว  ๑๐  ปี  และจะผ่านไปเรื่อยๆ  เป็นร้อยปี-พันปีก็จะยังดำรงคงอยู่  เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติทั่วไปโดยไม่รู้ตัว

     นั่นคือ  ณ  วันทรงครองราชย์ครบ  ๕๐  ปี  ณ  พ.ศ.๒๕๔๐  ปตท.ได้จัดทำโครงการ  "ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"   จำนวน  ๑,๐๐๐,๐๐๐  ไร่  ด้วยต้นไม้  ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐  ต้น  ปลูกไปทั่วประเทศ  ไม่เพียงปลูกเฉยๆ  ยังดูแล  ทำนุบำรุงให้เติบโตจนสมบูณ์ดีแล้ว

     ปตท.ก็น้อมเกล้าฯ   ถวายแปลงปลูกป่าทั้ง   ๑  ล้านไร่  ด้วยพันธุ์ไม้  ๑๐๐  ล้านต้น  แด่  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  เมื่อปี  ๒๕๔๕  จากปี  ๒๕๔๐  จนถึงวันนี้  ปี  ๒๕๕๒  ก็  ๑๒  ปี  เราคงไม่รู้หรอกว่า  เวลาออกไปพักผ่อนนอกบ้าน-นอกเมือง  ตามป่าเขาลำเนาไพร  ออกซิเจนบริสุทธิ์จากแมกไม้ไพรครึ้มที่เราสูดเข้าปอดนั้น  ส่วนหนึ่งมาจาก  "มือ  ปตท.สรรสร้าง"  มอบให้เพื่อน้อมเกล้าฯ  ถวายในหลวง

     ถ้าสักแต่ว่าทำ  แค่นั้นก็นับว่า  ปตท.ทำเกิน  "สักแต่ว่า"  ไปแล้วด้วยซ้ำ  แต่เท่าที่ผมติดตามดูด้วยชื่นชมเขา  ปรากฏว่าผู้บริหาร  ปตท.แต่ละยุค  ซึ่งเป็นท่านใดบ้างผมก็จำไม่ได้  ที่เห็นในวันน้อมเกล้าฯ  ก็เป็นผู้ว่าฯ  ปตท.ที่ชื่อ  "คุณวิเศษ  จูภิบาล"  เขาแสดงถึงความเป็นนักบริหารที่ติดตามงาน  เอาใจใส่  และมีความจริงใจต่องาน  ด้วยการสนับสนุนให้มีการรักษาป่าร่วมกับชุมชนผ่านโครงการเสริมต่างๆ

     ไม่ว่าจะเป็น   โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า  โครงการอาสาสมัครป้องกันไฟป่า  โครงการยุวชน  ปตท.รักษาป่า  โครงการหมู่บ้าน  ปตท.พัฒนา  และ  ฯลฯ

     ทำไม  ปตท.จึงเคารพ-เทิดทูน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และมักจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติชนิดยั่งยืนถาวรอยู่เป็นประจำ  โดยไม่สนใจตีฆ้องร้องป่าวใดๆ  มากนัก  เท่าที่ผมศึกษา  และเคยคุยกับคนในองค์กร  อย่างเช่น  คุณประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่  ปตท.  บ้าง  คุณสรัญ  รังคสิริ  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่  บ้าง เขาเคยคุยให้ฟังว่า

     ปตท.ตั้งมาเมื่อปี  ๒๕๒๑  ผู้ใหญ่แต่ละยุคก็ยึดแนวทางตามพระราชดำรัส  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  เป็นหลักในการประกอบธุรกิจ  นั่นคือ  "พึ่งตนเอง"!

     ด้วยหลัก   "พึ่งตนเอง"  ตามแนวทางพระราชดำรัสนั่นแหละ  จะเห็นว่า  ปตท.ไม่ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางแค่ซื้อน้ำมันมาแล้วขายไป  นอนกินส่วนต่างไปวันๆ  แต่พยายามสร้างธุรกิจให้  ปตท.เป็นหลักประกันและแกนความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ  มีโรงกลั่น  มีโรงแยกก๊าซของตัวเอง  มีกิจการปิโตรเลียมครบวงจร  และออกไปสะสมแหล่งพลังงานในต่างประเทศเพื่อความพร้อมสรรพในการ  "พึ่งตัวเอง"  ยามวิกฤติ

     และด้วยแนวทางพระราชดำรัสนั่นแหละ  ไม่กี่สิบปี  ปตท.ก็เป็นกิจการของรัฐที่เติบโตด้วยธุรกิจพลังงานบนลำแข้งตัวเองด้วยมูลค่านับแสนแสนล้าน!

     ปตท.ถือเป็นตัวอย่างใช้อ้างอิงได้ว่า  ถ้าทำตามปรัชญา  "พอเพียง-พึ่งตัวเอง"  ตามแนวทางพระราชดำริอย่างเข้าถึงแล้ว  จะแตกกิ่ง-แตกยอด  ขยายใหญ่  เติบโตได้ระดับชาติ  ระดับโลก  ไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจกันว่า  ปรัชญาพอเพียง  และพึ่งพาตนเอง  จะเป็นแค่มีอยู่-มีกินไปวันๆ  เท่านั้น

     ผมพูดถึง   ปตท.ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ   ๑  ล้านไร่  เมื่อวาระทรงครองราชย์ครบ  ๕๐  ปี  ไปแล้ว  ก็คุยต่อครับ  เดี๋ยวไม่จบเรื่อง  ต่อมา  เมื่อปี  ๒๕๕๐  เป็นปีที่  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  ๘๐  พรรษา  ปตท.ผู้ไม่เคยทำอะไรแบบฉาบฉวย  ก็ต่อยอดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติทันที

     คิดโครงการ  "จากวันนั้น"  ไปข้างหน้าอีก  ๔  ปี  และทำจากวันนั้น  ให้ผลงานเติบโต  พร้อมผลิดอก-ออกผล  เป็นรูปธรรมถาวร  เพื่อพร้อมถวาย  ในวาระเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่

  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"   ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ   ๗  รอบ  ๘๔  พรรษา  ณ  ๕  ธันวาคม  ๒๕๕๔

     คุณประเสิรฐ  บุญสัมพันธ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่  ปตท.  เปิดโครงการ  "รักษ์ป่า  สร้างคน  ๘๔  ตำบล  วิถีพอเพียง"  ไปที่สำนักงานใหญ่  ปตท.ไปเมื่อ  ๗  ธ.ค.๕๐   มีคุณสรัญ  รังคสิริ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  ฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ  ตามแผนงาน  ก็ปีมหามงคลยิ่งใหญ่  ครบ  ๗  รอบในหลวงของเรานี่แหละ  ปตท.จะพากเพียรด้วยพละ   ๕  คือ  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ใช้เวลา  ๒  ปีแรก  ๒๕๕๐-๒๕๕๒  เพาะบ่ม  ๙  ตำบล  ทั้งจากเหนือ-ใต้-ออก-ตก-อีสาน  คือจาก  บุรีรัมย์  นครสวรรค์  ระยอง  กาญจนบุรี  ชุมพร  เชียงใหม่  น่าน  ให้เป็นตำบลหัวเชื้อ-ตำบลต้นแบบวิถีพอเพียง

     แล้วใช้อีก  ๒  ปีหลัง  จาก  ๒๕๕๒-๒๕๕๔  กระจาย  "๙  ตำบลต้นแบบ"  อันบ่มเพาะด้วยศาสตร์ครบด้าน  กระทั่งหลักธรรมตามพุทธศาสน์  เป็นหัวเชื้อ  สู่  ๘๔  ตำบล  จนครบในปี   ๒๕๕๒  นี้  และพากเพียรให้ทั้ง  ๘๔  ตำบล  เกิดผลยั่งยืนเป็นประจักษ์ตามแผนภายใน  ๒  ปีหลัง  นั่นคือถึงปี  ๒๕๕๔  คือปีเป้าหมาย

     ปตท.ก็จะน้อมเกล้าฯ  ถวายโครงการ  "รักษ์ป่า  สร้างคน  ๘๔  ตำบล  วิถีพอเพียง"  เป็นราชสักการะแด่  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  ๗  รอบ  ๘๔  พรรษา  ณ  วันที่  ๕  ธันวาคม  ๒๕๕๔  นั้น

     ผมเล่าคร่าวๆ  พอเป็นประกายให้ได้คิดกันว่า  อีกแค่  ๒  ปี  คือจากปีหน้า  แล้วก็ปีโน้น   ในหลวงของเราก็ทรงเจริญครบ  ๗  รอบ  เป็นมหามงคลสุดปีติของมวลมหาประชาไทย  ปตท.เขาคิดและทำโครงการเพื่อน้อมเกล้าฯ  ถวายล่วงหน้าถึง  ๔  ปี  แสดงถึงความตั้งใจด้วยจงรักภักดีเป็นแบบอย่างน่าชื่นชม

     จะว่าไปแล้ว  ๔  ปีสำหรับการตระเตรียมงานยิ่งใหญ่  ก็ใช่ว่าจะเร็ว  ยิ่งในภาครัฐด้วยแล้ว  จะไปคิดงานในตอน  ๒  เดือน  ๓  เดือนใกล้ๆ  หรือในปีเดียว  ใครก็คงตระเตรียมงานให้ได้ไม่ทัน  อย่างปี  ๒๕๕๒  นี้  หันซ้าย-หันขวา  เหลืองบ้าง  แดงบ้าง  แป๊บเดียวก็จะผ่านไปอีกปี  ฉะนั้น  รัฐบาลก็ควรปรารถถึงโครงงานๆ  ไว้คร่าวๆ  เป็นการจุดประกายให้ได้ตระหนัก  และนำไปคิดกะการณ์กันไว้แต่เนิ่นๆ  นะครับ

     "เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต  รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน  เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง  สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม  แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม  และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป...."  นี่คือพระราชดำรัสของ  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  เมื่อ  ๕  ธันวา.๔๐  ที่ทรงพร่ำสอนให้พสกนิกรของพระองค์ได้คิด  แล้วเราทั้งหลาย  "คิดได้"  กันบ้างหรือยัง?