กฤษฎา ยาสมุทร

แด่ พี่ใหญ่ กฤษฎา ยาสมุทร

 

   กฤษฎา                นามระบือรือเรื่องใหญ่ยิ่ง

                                คนจริง ไม่เคยหนีหน้า

                                งานหนักไม่ท้อ ไม่ครนา

                                คอยแก้ปัญหาประชาชน

   ยา                        นี้ทุ่มเทเสียสละ  

                                ความสุข ไม่คิดไม่สน       

                               หวังแก้ปัญหาปวงชน 

                               ให้คนได้สัญชาติกลับมา

   สมุทร                  ลึกล้ำใหญ่กว้างนัก 

                               เหมือนกับ หัวใจคนกล้า  

                              หนักแน่น มั่งคงตลอดมา  

                              โอบอุ้มปวงประชาชาติไทย

  

ขอให้พี่ใหญ่ไปสู่สุคติครับ 

 

                         รักและเคารพ 

                               วิว

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

จากครูดอย สู่ "ครูใหญ่" แห่งห้องเรียนคนไร้สัญชาติ

โดย นางสาวจันทราภา นนทวาสี โครงการเด็กไร้รัฐ มสช.

มติชน วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10151

เด็กหนุ่มลูกโทนจากครอบครัวเล็กๆ ในหมู่บ้านห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามประสาเด็กชนบททั่วไป ฤดูกาลผลิตทุกปี เขาจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการ ทำนาของพ่อ กิจกรรมนอกฤดูกาลผลิตเขาจะช่วยแม่รับเสื่อกก ไม้กวาด และงานจักสานอื่นๆ มาขายหน้าบ้าน พร้อมกับการเติบโตและศึกษาเล่าเรียนเรื่อยมาตามลำดับ

กฤษดา ยาสมุทร หรือ "ใหญ่" นิติศาสตร์บัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขาพลิกผันชีวิตด้วยการสมัครเป็นครูสังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า "ครูดอย" และถูกส่งไปประจำอยู่ที่บ้านจะบูสี หมู่ที่ 5 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย หมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีข้อเท็จจริงว่า เป็นคนไทยที่สามารถลงรายการสัญชาติไทยตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วย การพิจารณาเพื่อลงรายการสถานบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 ซึ่งระเบียบดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมการปกครอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ฯลฯ

เนื่องจากบทบาทของครู กศน. ไม่เพียงแต่สอนหนังสือเด็กตอนกลางวัน สอนหนังสือผู้ใหญ่ตอนกลางคืนแล้ว ยังรวมไปถึงการทำหน้าที่ดูแลสุขภาพอนามัยของเด็กและครอบครัว หน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อเป็นอาหารกลางวัน และบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือทุกเรื่อง ดังนั้น ในช่วงปี 2543-2544 เขาจึงต้องรับภาระช่วยชาวบ้านพิมพ์คำร้องขอลงรายการสัญชาติ รวบรวมเอกสารประจำตัว ไปจนถึงยื่นคำร้องให้กับฝ่ายทะเบียน ที่ว่าการอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งการทำงานในช่วงนั้น เป็นไปด้วยสภาวะจำยอมมากกว่าการให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องดังกล่าว

ต่อมาเขาลาออกจากครู กศน. มาเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เริ่มต้นจากการดูแลงานของสำนักงานภาคสนามของมูลนิธิที่บ้านป่าคาสุขใจ หมู่ที่ 5 (ซึ่งมีสองหย่อมบ้าน) ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จากนั้นถูกโยกย้ายให้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โครงการดวงดาวในใจเด็ก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิยุติการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก(ECPAT) เขาเริ่มให้ความสนใจและศึกษางาน เกี่ยวกับคนไร้สัญชาติอย่างจริงจัง ในช่วงปี 2546 จากช่วงปลายของการทำงานอย่างหนัก ของทีมงานพิสูจน์ตัวบุคคล ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร ในกรณีการเพิกถอนชื่อ ราษฎร 1,243 ราย ออกจากทะเบียนราษฎรของอำเภอแม่อาย ด้วยฐานะของตัวแทนจากมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา นับเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงและได้ร่วมงานกับทีมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เวลานั้นเองเป็นช่วงที่เขาได้พบกับนักกฎหมายรุ่นพี่ ที่ลงมาทำงานชุมชนได้อย่างยอดเยี่ยม คือ คุณชุติ งามอุรุเลิศ(พี่ตี๋) ซึ่งเป็นบุคคลที่ใหญ่ถือเป็นต้นแบบของการทำงานสัญชาติของตัวเอง

นับแต่นั้นมา เขาก็ศึกษากฎหมาย พระราชบัญญัติ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ งานสัญชาติ ฝึกฝนการทำงานรวบรวมเอกสาร เป็นตัวแทนของชาวบ้านติดต่อกับฝ่ายทะเบียนของอำเภอ และค้นพบว่ากระบวนการทำงานที่ผ่านมา ต้องใช้ทั้งกำลังคนและระยะเวลา ซึ่งไม่อาจเยียวยาปัญหามากมายก่ายกองของคนไร้สัญชาติที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศได้เท่าที่ควร

ใหญ่มีโอกาสเข้าห้องเรียนกฎหมายเพื่อคนไร้สัญชาติครั้งแรก ซึ่งมีอาจารย์แหวว(รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร) เป็นครูใหญ่ ร่วมกับพี่น้องคนไร้สัญชาติ เพื่อนๆ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน จัดที่บ้านธารแก้ว มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และเกิดแนวคิดว่า หากห้องเรียนแบบนี้ สามารถเคลื่อนที่ไปยังชุมชนที่มีคนไร้สัญชาติอยู่มาก จะช่วยสร้างเสริมศักยภาพให้กับเจ้าของปัญหาซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดและรับรู้เรื่องราวที่ดีสุด หากพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และทราบตัวอย่างของการทำงานสถานบุคคล ก็จะทำให้ สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง เป็นการแก้ไขที่ยั่งยืนและเป็นไปได้ทั่วถึง

ห้องเรียนที่พิสูจน์ความเป็นครูใหญ่ 2 ห้องแรก คือ ห้องเรียนสำหรับนักศึกษาไร้สัญชาติ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งเน้นแต่ภาคทฤษฎี เพิ่มความรู้ทางกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ให้กับนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าใจและติดตามกระบวนการได้มาซึ่งสถานะของตนเองเป็นหลัก

อีกห้องเรียนที่สำคัญคือ ห้องเรียนคนไร้สัญชาติอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ณ ศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการครูโรงเรียนบ้านหัวเวียงที่มีแกนนำจากกลุ่มคนไร้สัญชาติในหมู่บ้านหัวเวียง ตำบลเวียง บ้านหาดบ้าย บ้านหาดทรายทอง บ้านดอนที่ ตำบลริมโขง บ้านเวียงหมอก ตำบลห้วยซ้อ บ้านศิลาแลง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ความพิเศษของห้องเรียนนี้ นอกจากเป็นการอบรมกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการติดตามงานสถานบุคคลภายในห้องเรียนแล้ว ครูใหญ่ยังให้นักเรียนออกสำรวจข้อมูลจริงจากชุมชนบ้านหัวเวียง โดยแบ่งกลุ่มเข้าสัมภาษณ์ตามบ้าน มีการใช้แบบสอบถามสถานบุคคล แล้วกลับมาวิเคราะห์ อันเป็นการฝึกภาคปฏิบัติ ก่อนกลับไป ทำจริงในหมู่บ้านของตนเอง

ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมของห้องเรียนอำเภอเชียงของ ก่อให้เกิด "กลุ่มรักษ์สิทธิลุ่มแม่น้ำโขง" มีโครงสร้างตัวแทนจากทุกหมู่บ้าน และนัดหมายประชุมกันทุกเดือน

นอกจากนั้น ภายหลังจบจากห้องเรียนแล้ว "นางสาวเดือน อุดมพันธุ์" หนึ่งในนักเรียนของห้องเรียนครูใหญ่ บัณฑิตครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตัดสินใจลุกขึ้นมายื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อตนเองเข้าสู่ทะเบียนบ้าน ด้วยข้อเท็จจริงว่า ตนเองและบิดามารดาล้วนเกิดในประเทศไทย จนกระทั่งได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนไทยในที่สุด

ทั้งสองห้องเรียน คือ บทพิสูจน์ทฤษฎีแห่งการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องกฎหมาย และการแก้ไขปัญหาสถานบุคคลสู่เจ้าของปัญหา เพื่อการทำงานที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ทุกวันนี้ ครูใหญ่ยังคงเดินหน้าต่อไปในแนวทางที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในระดับหนึ่ง และพร้อมจะปรับปรุงบทเรียนแต่ละครั้งให้สอดคล้องกับสภาพชุมชน เขายืนยันจะดำเนินห้องเรียนสำหรับคนไร้สัญชาติต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายลึกๆ ในใจว่า วันข้างหน้าประเทศไทยจะปราศจากคนไร้สัญชาติโดยการลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

Available from http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=245&d_id=244