บันทึกแรก ก็คงต้องพูดถึงอะไรต่อมิอะไรที่เป็นครั้งแรก…จริงไหม ?...
-1-
เรื่องแรกก็คือ เริ่มเขียนบันทึกใน gotoknow เป็นครั้งแรก
หลังจากที่ซุ่มอ่านของบุคคลที่เคารพหลายๆ ท่านมานาน
แรกๆ ก็กลัว เพราะเท่าที่อ่าน blog ของบุคคลอันเป็นที่เคารพเหล่านั้นก็ตระหนักได้ว่า
พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความรู้
หลายๆ ท่านเอาแง่มุมดีๆ มาถ่ายทอดอย่างน่าอ่านและน่าติดตาม
หลายๆ ท่านเอาแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าเอามาคิดตามและปฏิบัติตามเหลือเกิน มาเล่าสู่ (เรา) ฟัง
เลยพาลทำให้คิดกลัวว่าตัวเองจะเอาอะไรมาเขียนเล่า
ความรู้ก็มีน้อยนิด
ทักษะชีวิตก็มีเพียงหางอึ่ง
แต่พอได้กลับมานั่งคิดดูดีดี
"ก็ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่ ที่จะมานั่งกลัวว่าคนที่เข้ามาอ่าน blog เราจะได้ความรู้หรือแง่คิดดีดีกลับไปไหม ในเมื่อ มุมมองของคนนั้นแตกต่าง บางครั้ง ความไร้สาระที่มีอยู่ใน blog ของเรา อาจจะไปสะกิดใจใครบางคนที่เข้ามาอ่านบ้างก็ได้"
คิดได้ดังนั้นเลยสมัครสมาชิกเป็นการด่วน
แล้วก็เริ่ม...
-2-
เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับคุณแม่ (อย่างจริงจัง) เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
วันนี้นั่งคุยกับแม่อย่าง (แอบ) จริงจัง
เพราะว่านั่งคุยกันไป ปอกมะม่วงให้ท่านทานไปด้วย
หลังจากกลับมาอยู่บ้านเกือบ 2 สัปดาห์
เรื่องราวโดยส่วนใหญ่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่แสนสนุกในรั้วมหาวิทยาลัย
ประสบการณ์ขำขันเฮฮามากมายที่เกิดขึ้นระหว่างเราและผองเพื่อน
แล้วก็วกเข้ามาถึงเรื่องราวที่อยากจะบอกเล่าให้แม่ฟังเหลือเกิน
เพราะสังเกตอาการพักหลังมานี่ แม่อยากรู้เรื่องนี้เป็นที่สุด
แต่ไม่อยากเล่าทางโทรศัพท์ อยากเห็นหน้าแม่แล้วเล่าไปด้วยมากกว่า
เพราะรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้าอันคุ้นเคย
มันชื่นใจเวลาพบเห็นเป็นที่สุด
เรื่องที่ว่าก็คือ เรื่องราวชีวิตบนถนนสายกิจกรรม
ที่ทำให้เรากับแม่ ไกลห่างกันมากขึ้น (ในความคิดของแม่)
ด้วยความที่เป็นลูกคนสุดท้อง อายุห่างจากบรรดาพี่ๆ หลายปี
ทำให้สนิทสนมกับแม่มากเป็นพิเศษ
รวมทั้งในความคิดของแม่ ลูกคนนี้ยัง “เด็ก” เหลือเกิน
ชีวิตบนถนนสายกิจกรรม
พรากเวลาที่เคยมีให้แม่ไปโดยสิ้นเชิง (ในความคิดของแม่อีกแล้ว)
เพราะตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 1 มาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
โดยส่วนตัวแล้วจะกลับบ้านในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ทุกๆ 2 สัปดาห์
ยิ่งถ้ามีวันหยุด หรือวันที่มีเหตุให้ไม่ได้เรียนนั้น
ยิ่งเป็นช่วงเวลาสุขสันต์ของทั้งตัวเองและแม่
การกลับบ้านมานั่งดูทีวีกับแม่
พูดคุยเรื่องจิปาถะที่เกิดขึ้นระหว่างที่ “เรา” ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
มันคือสวรรค์ของทั้งเราและแม่
แต่หลังจากที่ก้าวเข้ามาบนถนนสายกิจกรรมนี้ (อย่างเต็มตัว)
เวลาที่ว่าก็ถูกพรากไป...ไม่ว่าจะด้วยอะไรหรือสาเหตุใดก็ตามที
ช่วงเวลา 4-5 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้าน
ความถี่ที่ชักจะน้อยลงทุกวันของการยกหูโทรศัพท์เพื่อที่จะโทรหาแม่
จนบางครั้งต้องเป็นท่านเองที่โทรมา และบอกกล่าวอย่างน้อยใจว่า
“ก็ไม่เห็นโทรหาม๊า ม๊าเลยโทรมาหาเอง”
พร้อมด้วยถ้อยคำติดตลกที่ว่า
“กลัวลูกคิดถึง เลยโทรมาหา”
แต่นั่นก็เป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น
เพราะพักหลังๆ เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นถ้อยคำที่เรียกน้ำตาของลูกคนนี้ได้ดีเหลือเกิน
“โทรมาหา จะถามว่าไม่คิดถึงม๊าเลยเหรอ ทำไมไม่กลับมาหา โทรมาก็ยังดีนะลูก”
เรื่องราวดำเนินไปอย่างนี้พักหนึ่ง
เรายังคงเดินบนถนนสายนี้
พร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น
จาก “เด็ก” ที่ยังไม่โตของแม่
ก็กลายเป็น “ประธานกลุ่มนิสิต” ของพี่ ของเพื่อน ของน้อง
หน้าที่ และความรับผิดชอบ ที่ถูกโยนมาให้ โดยไม่ถามก่อนเลยว่า
“ทำไหวไหม ?” ของคนบางคน
เล่นเอาเสียศูนย์
ตารางเวลาของการดำเนินชีวิตถูกเปลี่ยนใหม่
เช้าเรียน เย็นประชุม ดึกทำงาน
บางคนอาจมองว่ามันก็แค่กิจกรรม ที่ทำระหว่างที่เป็นนิสิต
แต่สำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ และฉันก็ให้เวลาและความทุ่มเทกับมันมาก
อย่างที่ไม่เคยมีให้กับอะไรมาก่อน
จนวันหนึ่งก็รู้ตัวว่า...มันอาจจะมาจนเกินไป
เสียงจากปลายสายที่บอกถึงความไม่พอใจของแม่
“ถ้าไม่กลับมาก็ไม่ต้องไป ญาติพี่น้องคงจะไม่ถามหาหรอก”
นั่นเป็นคำบอกเล่าแกมบังคับของแม่ เกี่ยวกับการพบกันของญาติในปีนี้
ที่จะต้องพบกันทุกๆ ปี ในช่วงปิดเทอมของลูกหลาน
ฉันเองได้แต่บอกกับแม่อย่างเหนื่อยใจว่าถ้าโครงการที่เคลียร์อยู่ยังไม่เสร็จ ก็คงจะไม่ได้ไป
เพียงเท่านั้น มีดอีกเล่มที่แม่เตรียมไว้ก็แทงลงมาตรงกลางใจ
“คิดว่าจะให้ชื่อดีไหมว่าทำงาน งานอะไรมันจะไม่มีเวลาขนาดนั้น”
ฉันนิ่งไปนานมาก อันที่จริงคงต้องบอกว่าทั้งแม่และฉัน เราต่างก็นิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา จนเป็นฉันเองที่ทนไม่ได้ จึงบอกลาและวางหู เพราะตอนนั้นน้ำตาได้อาบเต็มสองแก้มไปเรียบร้อย
วันที่เหนื่อยล้าแสนสาหัสจากค่ายที่ตัวเองเป็นคนริเริ่มและรับผิดชอบ
บาดแผลที่คนอื่นสร้างไว้มันเจ็บลึกจนพูดไม่ออก
เพียงอยากได้ยินเสียงแม่ให้สบายใจ แต่คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้แผลที่มีบาดลึกลงไปอีก
คืนนั้นจึงเป็นไปตามคาดหมาย ฉันนอนร้องไห้ทั้งคืน โดยไม่บอกให้ใครรู้ แม้เพื่อนสนิทที่นอนอยู่ข้างๆ
หลังจากวันนั้น
ฉันกับแม่ เราไม่ได้คุยกันอีกเลย
จนถึงวันรวมญาติที่ฉันตัดสินใจโทรไปบอกท่านว่า “หนูจะไป”
ช่วงเวลา 4 วันที่แสนอึดอัด
เพราะคนที่ฉันรักเหลือเกินคนนี้
ไม่พูดกับฉัน ไม่หยอกเย้าเหมือนที่เคยเป็น แม่ยังคงอยู่ในอาการแบบนั้นจนฉันกลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อที่จะจัดการกับโครงการที่ยังเคลียร์ไม่เสร็จ
ช่วงเวลาอันปวดใจ ที่เราสองคนโดนกั้นไว้ไม่ให้เข้าใกล้กันด้วยกำแพงของความไม่เข้าใจ
จนถึงวันนี้
วันที่ฉันบอกเล่าทุกอย่างให้ท่านฟังอย่างละเอียด อย่างเปิดอก
ฉันรู้สึกว่ามันคุ้มค่าเหลือเกินกับการอดทนรอคอย
ให้แม่ใจเย็นและยอมรับฟังเรื่องราวของฉัน
รอยยิ้มที่ถูกเก็บซ่อนไว้ เผยให้เห็นเพียงลางๆ
มันบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจและความรักที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะลดน้อยลง
แม่บอกกับฉันว่า
“ไม่เคยคิดว่าลูกสาวตัวเองจะเก่งขนาดนี้นะเนี่ย”
แม่จ๋า...
อยากบอกแม่เหลือเกินว่าลูกสาวคนนี้
ถึงแม่จะคิดว่าเก่งแค่ไหน...เปลี่ยนไปมากแค่ไหน...
แต่หนูคนนี้ ก็ยังเป็น “เด็ก” ของแม่เหมือนเดิม