...ความรู้ในตัวตนมักจะมาจากความล้มเหลว การเอาหัวพุ่งชนกำแพงบุคลิกเฉพาะตัวของคุณ คุณจะต้องประสบความล้มเหลวในบ้างครั้ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...

วิชาสุดท้าย - วิชาที่มหา'ลัยไม่ได้สอน (เพราะสอนไม่ได้)

 

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณต่อ "น้องแจง"  น้องที่ทำงาน ซึ่งเป็นหนอนหนังสือตัวจริง ที่ได้กรุณาให้หนังสือเล่มนี้มายืมอ่านนะครับ

และในเมื่อได้รับสิ่งดีๆ มาแล้วหากจะเก็บไว้กับตัวก็คงกระไรอยู่

เลยอยากที่จะทำบันทึกความประทับใจเล็กๆ เพื่อมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันครับ

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปล ที่คุณ สฤณี อาชวานันทกุล
ได้เรียบเรียงขึ้นจาก สุนทรพจน์ ของบรรดาคนดังในอเมริกา

ที่ได้รับเกียรติให้มากล่าวเป็นโอวาท ให้แง่คิดเพื่อเป็น
"วิชาสุดท้าย" ที่มหา'ลัย ต่างๆ จะมอบให้กับว่าที่บัณฑิต
ในวันรับปริญญา

ผมคงขออนุญาตไม่ขอสรุปเนื้อหานะครับ ลองไปหาอ่านเองน่าจะได้อรรถรสกว่า แต่สิ่งที่ผมอยากเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับเรื่องของ "การจัดการความรู้"

อย่างที่ทราบกันดีว่า เรื่องของการจัดการความรู้นั้น เราจะให้คุณค่าของเรื่อง "ปัญญาปฏิบัติ" ซึ่งเป็นองค์รวมของความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ และคุณค่าที่ยึดถือของคนๆ หนึ่ง  สิ่งนี้ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ได้จากระบบการศึกษา แต่ทว่าต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผ่านประสบการณ์อันโชกโชนเท่านั้น 

และผมคิดว่า "คุณค่า" ของ "ปัญญาปฏิบัติ" นั้นไม่ได้อยู่ที่การเป็น "ความรู้สำเร็จรูป" ที่ใครต่อใครสามารถหยิบไปใช้ได้ทันที  หากแต่มันจะมีลักษณะเป็น "ความรู้แบบนุ่งผ้า"  ตามศัพท์ที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ได้ตั้งให้เป็นชื่อหนังสือที่บันทึกเรื่องราวการจัดการความรู้ของกรมอนามัย

ความรู้แบบนี้จึงเป็นความรู้ที่ต้องพิจารณานำมาใช้อย่างเหมาะสม  โดยเราจะต้องเลือกเพื่อมาเป็น "แนวทาง" สำหรับการปฏิบัติของตนเอง  ในบริบทเฉพาะของตนเองเท่านั้นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณ Robert B. Reich อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยของบิล คลินตัน ได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง "ความรู้ในตัวตน" ให้แก่บัณฑิตจาก Ginnel College เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ในปี 2002 ไว้อย่างชัดเจนถึง "ปัญญาปฏิบัติ" ไว้ดังนี้

 

...เอาล่ะ ตอนนี้เรามาถึงเรื่องยากแล้ว นอกเหนือจากความรู้ คุณจะต้องมีปัญญาด้วย ความรู้คือความรู้ว่าจะทำอะไรให้สำเร็จได้อย่างไร เป็นเรื่องของเทคนิค หรือ know-how เป็นส่วนใหญ่   ส่วนปัญญาคือความรู้ว่าทำไมคุณจึงควรทำสิ่งนั้นๆ นั่นคือ know-why เป็นปัญหาเรื่องของคุณค่า เป็นเรื่องของการตัดสินว่าอะไรสำคัญ และมีค่าแก่การลงมือทำ 

ปัญญาต้องใช้ความรู้ในตัวตน (self-knowledge) การที่จะเลือกงานของชีวิตอย่างมีปัญญาได้นั้น คุณจะต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคำถามที่ว่า คุณเป็นใคร คุณอยากเป็นคนแบบไหนในอนาคต

ความรู้ในตัวตนมักจะมาจากความล้มเหลว การเอาหัวพุ่งชนกำแพงบุคลิกเฉพาะตัวของคุณ คุณจะต้องประสบความล้มเหลวในบ้างครั้ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...

 

เมื่ออ่านข้อความตอนนี้จบ ผมจึงได้ข้อสรุปส่วนตัวว่า
กว่าจะมีปัญญาปฏิบัติได้นั้น
เราคงจะต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว
เพื่อให้ได้บทเรียนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

และทำให้ผมคิดต่อไปอีกว่า

ปัญญาปฏิบัติที่ดีนั้นจะต้องเริ่มจากเรื่องราวของความสำเร็จ
แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะบอกบทเรียนแห่งความล้มเหลวอีกมากมาย
ที่เป็นซากปรักหักพัง อันเป็นฐานเป็นบันได
เพื่อให้เราตะเกียกตะกายไปสู่ความสำเร็จนั้น 

และทั้งสิบสุนทรพจน์จากสิบคนดังหนังสือเล่มนี้
ก็มีทั้งกลิ่นไออันหอมหวลของความสำเร็จ
ที่แทรกปนไปกับบรรยากาศแห่งความขมขื่นจากความล้มเหลว

อันสะท้อนถึงปัญญาปฏิบัติของแต่ละท่าน
ซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อเราอ่านแล้วก็ต้องนำมาพิจารณา
เลือกสรรเหมือนการเลือก "ผ้า" มา "นุ่ง"
ให้เหมาะกับบุคลิกของตนเองครับ