เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ" |
![]() |
(๑)การปรุงแต่งของจิตในโยคะสูตร (๒)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๓)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๔)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๕)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๖) โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งจิต ๕ ประการ (ตอนจบ) และการบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิต -(๖.๑)- ; -(๖.๒)- ; -(๖.๓)- |
โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (ตอนจบ)
และการบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิต
- ๑ -
เขียนโดย ; วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
(เข้าดูบทความของทั้งสองท่านที่นี่)
โยคะสารัตถะ ฉ.; เม.ย.'๕๒
การปรุงแต่งของจิตข้อสุดท้ายหรือข้อที่ ๕ ปตัญชลีกล่าวไว้ในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๑๑ ว่า อนุภูตวิษยาสัมประโมษะห์ สมฤติห์ หมายถึง การจำเหตุการณ์หรือประสบการณ์เก่าๆ ที่เกิดขึ้นได้ โดยที่เหตุการณ์นั้นๆ ไม่ได้เลือนหายไปทั้งหมด คำว่า "อสัมประโมษะห์" มีรากศัพท์มาจากคำกริยาว่า "มัษ" แปลว่า ขโมยไป หรือแย่งเอาไป จากรากศัพท์นี้กลายมาเป็นคำนาม "โมษะ" คือ การขโมย หรือการแย่งเอาไป ส่วนคำอุปสรรคทั้งสามคำที่อยู่หน้าคำนามนี้ได้แก่ อะคือไม่ สัมคือโดยทั้งหมด ประคือโดยตลอด เมื่อนำมารวมกันทั้งหมดเป็น อสัมประโมษะห์ จะหมายถึง ไม่ได้ถูกแย่งไปหรือเลือนหายไปโดยทั้งหมดและโดยตลอด ประเด็นก็คือว่า จิตของคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ประสบมาเป็นระยะเวลายาวนานช่วงหนึ่ง แต่เวลาก็คือผู้กลืนกินที่พยายามจะแย่งเอาความทรงจำของจิตนั้นไป แม้กระนั้นก็ตามเวลาหรือผู้กลืนกินนี้ก็ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะลบเลือนความทรงจำของจิตต่อเหตุการณ์หรือประสบการณ์เก่าๆ ได้โดยทั้งหมดและโดยตลอด นั่นก็คือเหตุการณ์เหล่านั้นมิได้เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิงแต่ยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตอย่างน้อยที่สุดก็บางส่วน ดังนั้น สมฤติ* ในประโยคนี้จึงหมายถึง ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตที่ยังคงมีอยู่แม้เพียงบางส่วนซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงกันกับประสบการณ์เดิมทั้งหมด ตามประสบการณ์ของคนโดยทั่วไปแล้วนับเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จิตจะจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ในรายละเอียดทั้งหมดได้เหมือนกับเหตุการณ์จริงทุกประการ
สรุปอีกครั้งหนึ่งว่าการปรุงแต่งของจิตทั้ง ๕ ประการได้แก่
๑) ความรู้ที่ถูกต้อง
๒) ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง
๓) จินตนาการ
๔) การหลับโดยไม่ฝัน
๕) การจำ
ภายหลังจากที่ทำความเข้าใจการปรุงแต่งของจิตทั้ง ๕ ประการมาแล้ว ปตัญชลีได้แนะนำในประโยคถัดไปคือประโยคที่ ๑๒ ที่กล่าวถึงเรื่องการดับการปรุงแต่งของจิตอันเป็นเป้าหมายของโยคะว่า "อภยาสไวราคยาภยาม ตันนิโรธะห์" หมายถึง การบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิตทำได้ด้วย ๒ วิธีคือ การฝึกปฏิบัติ และการถอดถอนหรือละวาง
เราลองมาดูคำอธิบายในเรื่องนี้จากประโยคถัดๆ ไปซึ่งเกี่ยวข้องกัน
เริ่มจากประโยคที่ ๑๓ ที่กล่าวไว้ว่า "ตตระ สถิเตา ยตโน'ภยาสะห์" หมายถึง อภยาสะหรือการฝึกปฏิบัติเป็นความพยายามที่จะเข้าถึงความนิ่งในสภาวะหนึ่ง ในจำนวน ๒ วิธีคืออภยาสะและไวราคยะนั้น
อภยาสะได้ถูกอธิบายไว้ในประโยคนี้ ความเพียรที่จะฝึกฝนปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสภาวะหนึ่งเพื่อให้เกิดหรือเข้าถึงสภาวะที่มีเสถียรภาพนี้คือความหมายของอภยาสะ ดังนั้นมันจึงเป็นการฝึกปฏิบัติซ้ำๆ ในเทคนิคหรือขั้นตอนของโยคะชุดหนึ่ง ซึ่งเทคนิคหรือขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุอย่างชัดเจนในที่นี้ จึงเป็นไปได้ว่าข้อความในประโยคนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเทคนิคหรือขั้นตอนของโยคะได้ทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าเทคนิคหรือขั้นตอนของโยคะเหล่านั้นก็คือมรรค ๘ ของโยคะซึ่งเป็นองค์ประกอบของระบบการฝึกปฏิบัติโยคะทั้ง ๘ ประการที่ปตัญชลีได้แนะนำไว้ในบทที่ ๒ ประโยคที่ ๒๙ ซึ่งผู้แปลจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อๆ ไป
*การจำ (สมฤติ) หมายถึง การนึกย้อนถึงประสบการณ์เก่าๆ ที่ผ่านมาแล้วได้โดยประสบการณ์นั้นๆ ยังคงเป็นภาพพิมพ์ใจที่จิตสามารถนึกย้อนทบทวนไปถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นได้ โดยที่เหตุการณ์นั้นๆ ยังไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ การจำเหตุการณ์หรือประสบการณ์เก่าๆ ได้ก็จัดเป็นพฤติภาพ(หรือการปรุงแต่ง) อย่างหนึ่งของจิต (สุนทร ณ รังษี)

ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน
2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ;
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com
.....
