ยางพารา สังคมใหม่ การเมืองใหม่ คุณค่าของทรัพยากร
กลับมาจากจัดรายการวิทยุชุมชน ด้วยความรู้สึกว่าเวลาแต่ละชั่วโมง แต่ละวันมันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ใช้เวลาจัดรายการ 50 นาที แฟนๆรายการขอเพลงกันมา จัดให้ไม่ครบก็เห็นใจ จะพูดสาระมากเกินไปก็กลัวเสียน้ำใจคนขอฟังเพลง จากวัน เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ชีวิตชีวีมันหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นั่งเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่แถวต้นยางพาราบริเวณหน้าบ้าน นึกย้อนไปถึงอดีตที่เรายังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาภาพต่างๆยังติดตรึงเหมือนกับเกิดขึ้นเมื่อวันวาน สมัยโน้นเราเป็นนักศึกษา ที่มุ่งหน้าเข้าไปอยู่ในกรุงเทพ ค่าเทอมค่ากินอยู่ส่วนหนึ่งก็ได้จากการขายยางแผ่น กิโลกรัมละ 11 บาท สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยว ชามละ 5-10 บาท และเราก็ไม่มีโทร ศัพท์ มือถือ ไม่มีอะไรมากมายที่จะต้องใช้เงิน นอกจากซื้อตำรับตำรา มีแฟน แฟนก็นัดกันไปนั่งคุย ที่เขาดิน หรือชวนไปดูหนัง เมื่อหนังเลิกก็พาไปส่งที่บ้าน ความฝันของทุกคนก็คือการมีงานทำ มีรายได้ประจำเป็นรายเดือน ไม่ต้องพึ่งพาทางบ้าน ต้นยางพาราบริเวณนี้ นับจากวันโน้นถึงวันนี้ มีอายุราวๆ 30 ปี กว่านิดๆ มีรอยมีดกรีดเป็นแผล ทั้งแผลเก่าแผลใหม่ รอบลำต้น จากโคนต้นขึ้นไปสูงห่างจากพื้นดินประมาณ 2 เมตรครึ่งน่าจะได้ เรานั่งคิดเลื่อนลอยย้อนกลับไปว่า เมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ต้นยางพาราบริเวณนี้เริ่มเปิดกรีดได้ ปริมาณน้ำยางที่ได้โดยเฉลี่ย 20 ต้น ให้น้ำยางประมาณ 1 กิโลกรัม และทำเป็นยางแผ่นดิบได้ 1 ผืน แล้วถ้าต้นยางต้นเดียวหล่ะ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาจะให้น้ำยางสักเท่าใด คงต้องใช้ระยะเวลาถึง 20 วัน จึงได้ปริมาณน้ำยาง 1 ผืน ปีหนึ่ง 365 วัน ต้องหยุดกรีดในช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูยางผลัดใบ คงมีระยะเวลาเปิดกรีดยางได้เพียง 180 วัน ดังนั้นยางหนึ่งต้น จะ ได้ยางแผ่นดิบประมาณ 9 ผืน ต่อปี ระยะเวลาทีผ่านมาแล้ว 19 ปี ยางต้นนี้น่าจะให้ผลผลิต อยู่ที่ ประมาณ 170 ผืน ถ้ายางพาราราคากิโลกรัมละ 100 บาท จะได้เงิน 17000 บาท นั่นหมายถึงเราต้องใช้เวลา ถึง 19 ปี แต่ยางพาราต้นนี้ เริ่มให้ผลผลิตที่ขายเป็นตัวเงินเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมาด้วยราคายางแผ่นขณะนั้น ไม่ถึง 20 บาท จนไต่เต้าได้รับราคาสูงถึงกิโลกรัมละเกือบร้อยบาท เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ราคายางพารา ณ วันนี้ ลดลงเหลือ กก. ละ 50 บาท เท่านั้นเอง แล้วดูที่มูลค่าของลำต้นยางพาราที่ ชาวสวนยางคิดกันไว้ว่านั่นคือเงินก้อนโตที่จะได้รับหลังจากต้นยางมีอายุมากแล้ว ก็จะประมูลขาย ซึ่งไม้ตรงช่วงโคนต้น ขายราคา หนึ่ง ส่วนที่เป็นกิ่ง และส่วนที่เหลือก็จะขายเป็นไม้ฟืน รวมๆแล้ว น่าจะได้ราคาต้นละไม่เกิน 1000 บาท ซึ่ง หากรวมมูลค่าทั้งหมดทั้งน้ำยางที่ได้รับ ตั้งแต่เปิดกรีด จนกระทั่งขายลำต้น มูลค่าต่อต้นไม่น่าจะเกิน 10000 บาท พอคิดถึงมูลค่าที่เป็นตัวเงิน เราหันไปมองยางรถยนต์ ที่ไกล้จะได้เวลาเปลี่ยนใหม่อีกแล้ว ราคาเส้นละ 2500 บาท รวม 4 เส้น ต้องใช้เงิน 10000 บาท ภายใต้ข้อจำกัดช่วงเวลาใช้งาน ไม่เกิน 3-5 ปี ถ้าเวลา 19 ปี หากไม่เปลี่ยนรถใหม่ ก็คงต้องเปลี่ยนยาง 4 -5 ครั้ง นี่เฉพาะยางรถยนต์เพียงอย่างเดียวน่ะ ไม่ได้คิดค่าอื่น คิดถึงรายได้ของประธานบริษัทยางรถยนต์ที่เป็นชาวต่างชาติ คิดถึงเงินที่ไหลไปสู่บ้านเมืองของเจ้าของเทคโนโลยี หวลกลับมาคิดถึงลูกหลานที่ไปทำงานเป็นคนงานโรงงานผลิตยางรถยนต์ คิดถึงเส้นทางของน้ำยางพาราที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อ แล้วไปขายต่อ คิดถึงผลิตภัณฑ์จากยางพารานานาชนิด ที่ใช้บริการเทคโนโลยีต่างชาติ คิดถึงเงินที่เราได้รับจากการขายน้ำยาง แล้วนำเงินนั้น ไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของต่างชาติ คิดถึงต้นยางพารา ที่เขานำไปทำเฟอร์นิเจอร์ แล้วกลับมาขายให้เราได้ใช้ คิดถึงเศษไม้ที่ราคาถูกที่สุด ขายให้เขาเป็นไม้ฟืน ซึ่งเขานำไปผลิตเป็นถ่านซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ มีมูลค่า และถ่านบริสุทธิ์จะถูกนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่างๆอีกมากมาย และเทคโนโลยีจากการผลิตถ่านไม้ ก็ทำให้เกิดน้ำส้มควันไม้ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อีกคณานับ ทั้งประโยชน์เพื่อสุขภาพ และประโยชน์ทางด้านการเกษตร และที่คิดแล้วยิ่งช้ำชอกก็คือ ประเทศที่ไม่มียางพาราแต่เขาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเขานำยางจากบ้านเราไปลาดถนนกันทุกตรอกซอกซอย ถนนในสวนยางในหมู่บ้านเรา ได้ลาดยางกันสักกี่สาย
แต่วันนี้สิ่งที่คิดมากที่สุดก็คือการแบ่งแยกทางความคิดของคนในสังคม จากการเรียกร้องหาผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มคน การใช้วาจากักขฬะก้าวร้าวรุนแรงช่วงที่ผ่านมา การที่คนระดับกลางและระดับรากหญ้า เรียกร้องสังคมใหม่และการเมืองใหม่ โดยไม่เข้าใจแก่นแท้ ของสิ่งที่ต้องการและร่ำร้องเรียกหา
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ถูกรับเชิญไปเป็นสักขีพยานในการจัดแต่งงาน เด็กคู่หนึ่งอายุของผู้ชาย 15 ปี เรียนอยู่ ม.3 เด็กผู้หญิงอายุ 13 ปี เรียนอยู่ ม. 1 ทั้งคู่หลบหนีจากบ้านไปมีเพศสัมพันธ์กัน พ่อแม่เด็กตกลงจัดพิธีแต่งงานให้กัน เราเห็นความไม่ประสีประสาของเด็กทั้งสองแล้วก็คิดมากไปเองหลายๆเรื่อง ไม่ได้คิดลามกอิจฉาความสุขของเด็กหรอกนะ แต่เห็นภาพความสมหวังของเด็กที่สามารถสร้างความสุขไห้กับตนเองได้ โดยสามารถทำให้ผู้ปกครองอำนวยความสะดวกให้ได้ความสุขตามที่ตนเองต้องการ เมื่อย้อน
นึกถึงภาพของเด็กเล็กๆอีกกลุ่มหนึ่ง ที่โบกธงถือตีนตบมือตบ กระโดดโลดเต้นอย่างสะใจไปพร้อมๆกับผู้ปกครอง จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีแต่การสร้างความรู้สึกจงเกลียดจงชัง ต่อกัน สมองที่บริสุทธิ์ของเด็กๆเหล่านั้น จะได้รับอะไรไปแฝงอยู่บ้างก็ไม่รู้
สังคมใหม่ต้องเป็นสังคมของการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ ปลูกฝังคนไทยในเรื่องของความรักความสามัคคี เรื่องของการรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ การรู้จักประโยชน์ของทรัพยากรเหล่านั้นเป็นอย่างดียิ่ง และให้มีจิตสำนึกรักตั้งแต่ก่อนอนุบาลเสียด้วยซ้ำ และการเมืองใหม่ต้องเป็นการเมืองที่ต้องปกป้องดูแลทรัพยากรของชาติอย่างจริงใจ และเป็นการเมืองที่สร้างเสริมสนับสนุนเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การเมืองที่สร้างภาพ และภาพที่สร้างก็เพียงเพื่อให้ลูกหลาน คิด เป็นแต่เพียง เรื่องเงินที่ได้ รับจากการขายทรัพยากร
สวัสดีค่ะ
อยากให้คนไทยรักกัน รักชาติ รักบ้านเมืองค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เมื่อมีมืดก็ต้องมีสว่าง มีสูงสุดก็ต้องมีต่ำสุด มีขึ้นก็ต้องมีลง คิดว่าเมื่อมีแตกแยก ก็ต้องมีสมานฉันท์ คิดว่าน่าจะไกล้ถึงจุดอิ่มตัวล่ะมังครับ เพียงแต่ขอให้พวกเราเก็บความรู้สึกดีๆไว้แสดงต่อกันเถอะครับ สังคมนี้ก็คงจะได้ร่วมกันสร้างสุขที่แท้จริงกันบ้างนะครับ
ขอบคุณมากครับ