อนัตตลักขณสูตร (จบ)

วันนี้ วันพระ... ได้นำอนัตตลักขณสูตรมาแสดงต่อจากครั้งที่แล้ว ซึ่งได้บอกไว้ว่าจะแสดงให้จบในวันนี้ โดยยกพระบาลีมาตั้งเป็นหัวข้อในการแสดงธรรมว่า...

  • ตสฺมาติห ภิกฺขเว ยงฺกิญจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปนฺนํ
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน...

เบื้องต้นก็ได้ทวนเนื้อหาตั้งแต่ต้น ซึ่งรวมความว่า...

  • กายและใจเป็นอนัตตา เพราะถ้ากายและใจเป็นอัตตาแล้วไซร้ กายและใจก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อถูกเบียดเบียน และเราย่อมได้ในกายและใจว่า ขอกายและใจจงเป็นอย่างนี้ อย่าได้เป็นแล้วอย่างนี้ แต่เพราะกายและใจเป็นอนัตตา กายและใจจึงถูกเบียดเบียน และเราย่อมไม่ได้ในกายและใจว่าจงเป็นอย่างนี้ อย่าได้เป็นแล้วอย่างนี้
  • กายและใจไม่เที่ยง เพราะกายและใจไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เพราะกายและใจไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เราจึงควรพิจารณาเห็นว่า กายและใจนี้มิใช่ของเรา เรามิใช่กายและใจนี้ และกายและใจนี้มิใช่ตัวตนของเรา

 

ต่อจากนั้น ก็มาถึงเทศนาธรรมวันนี้ แต่เพราะประเด็นนี้ค่อนข้างลักลั่น ผู้เขียนเกรงจะกำหนดไม่ได้ จึงต้องเอาหนังสือสวดมนต์ไปด้วย ปรากฏว่าเริ่มลักลั่น จึงต้องเปิดหนังสือ  แล้วก็แปลให้ฟังที่ละบท โดยเริ่มต้นจากรูปว่า...

  •   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก ทั้งหยาบหรือละเอียด ทั้งทรามหรือปราณีต ทั้งที่ไกลหรือที่ใกล้ ทั้งปวงนั้นเป็นเพียงรูป เธอทั้งหลายควรพิจารณารูปนี้ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า รูปนั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่รูปนั้น และรูปนั้นมิใช่ตัวตนของเรา...

แล้วก็อธิบายนิดหน่อยที่พอจะเข้าใจได้ เช่น รูปภายในก็คือร่างกายของเรา รูปภายนอกก็คือร่างกายผู้อื่นหรือที่มิใช่ร่างกายของเรา รูปหยาบก็คือรูปที่เราสังเกตได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นและกาย ส่วนรูปละเอียดก็คือรูปที่สังเกตได้ด้วยใจเท่านั้น เช่น เราจะสังเกตได้ว่า เด็กอ่อนนั้น ผ่านไป ๓-๔ เดือนก็จะโตขึ้น นั่นคือสันตติ หรือคนที่เราเคยรู้จัก ไม่เจอกันยี่สิบปี ก็จะสังเกตได้ว่าเขาแก่ขึ้น ไม่เหมือนเดิม นั่นคือชรตา คือความทรุดโทรมของรูป เป็นต้น...

ซึ่ง สันตติ และ ชรตา ทั้งสองนี้ จัดเป็นรูปละเอียด เพราะไ่ม่อาจสังเกตหรือรับรู้ได้อย่างทันทีทันใด... ส่วนภาพที่เราเห็นด้วยตา หรือเสียงที่เราฟังด้วยหู ได้อย่างทันทีทันใด จัดเป็นรูปหยาบ...

 

ต่อจากนั้น ก็ไ้ด้กล่าวโดยย่อว่า พระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อตามลำดับว่า...

  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน...
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน...
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน...
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน...

ซึ่งกลุ่มนี้ทั้งหมดรวมความก็คือ ใจ นั่นเอง แต่อาจแยกได้ว่า เวทนาคือความรู้สึก สัญญาคือความจำ สังขารคือความคิด ส่วนวิญญาณก็คือจิตใจ... เนื้อหาในตอนนี้จัดอยู่ในฝ่ายอภิธรรม ซึ่งยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ จึงนำมาขยายความเพียงเล็กน้อยในส่วนที่พอจะเข้าใจได้ กล่าวคือ

เวทนา ซึ่งเป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ และเฉยๆ ... ตามคำภีร์บอกว่า ทุกขเวทนา ซึ่งเป็นความรู้สึกทุกข์นี้ จัดว่าหยาบที่สุด เพราะสัมผัสง่าย เช่น ตาปูตำเท้า เราจะรู้สึกได้อย่างทันทีทันใด... สุขเวทนา ซึ่งเป็นความรู้สึกสุขนี้ จัดว่าละเอียดกว่าทุกข์ เช่น เรากินอาหารอร่อย ถูกปาก ค่อยๆ กินไป จะค่อยๆ รู้สึกเป็นสุข นั่นคือ สัมผัสได้ช้ากว่าทุกข์ จึงละเอียดกว่า... ส่วน อุเบกขาเวทนา ซึ่งเป็นความรู้สึกเฉยๆ จัดว่าละเอียดที่สุด เพราะสัมผัสได้ยากที่สุด....

 

สัญญา ซึ่งเป็นตัวความจำ ก็มีทั้งที่หยาบและละเอียด เป็นต้น โดยทำนองเดียวกัน... ตามคัมภีร์บอกว่า ความจำที่เกิดขึ้นเพราะอาศัย ปัญจวิญญาณวิถี คือ ตาหูจมูกลิ้นและกาย ในเบื้องต้น จัดว่าเป็นสัญญาที่หยาบ ขณะที่ความจำซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัย มโนวิญญาณวิถี คือ ใจ จัดว่าเป็นสัญญาละเอียด...

ประเด็นนี้ มีตัวอย่างตามคัมภีร์ว่า มีภิกษุสองรูปกำลังบิณฑบาตตอนเช้า ผ่านบ้านที่มีสาวน้อยสองคนกำลังทอผ้าอยู่หน้าบ้าน และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งมองไปยังสาวน้อยคนหนึ่งก็นึกไปถึงน้องสาวของท่าน โดยรู้สึกว่าสาวน้อยคนหนึ่งนั้น มีความละม้ายคล้ายคลึงกับน้องสาวของท่าน... สัญญาคือความจำของภิกษุรูปที่นึกไปถึงน้องสาวของท่านนั้น จัดว่าหยาบเพราะเกิดขึ้นด้วยดาที่ไปกระทบรูปเป็นเบื้องต้น...

ส่วนสัญญาชนิดละเอียดนั้น ใช้ใจอย่างเดียว ผู้เขียนก็ยกตัวอย่างว่า เราลองนึกไปถึงการเข้าโรงเรียนครั้งแรกตอนเป็นเด็ก ซึ่งต้องใช้ใจอย่างเดียว จัดว่าละเอียดเพราะเกิดขึ้นได้ยาก...

 

ส่วนสังขารและวิญญาณ ผู้เขียนไม่ได้ยกตัวอย่าง เนื่องจากนึกเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ และเวลาก็น้อย โดยสรุปว่า กายและใจทั้งที่เป็นอดีตปัจจุบันและอนาคต ทั้งภายในหรือภายนอก ทั้งหยาบหรือละเอียด ทั้งทรามหรือปราณีต ทั้งที่ไกลหรือใกล้ กายและใจทั้งหมดนั้น ก็เป็นเพียงกายและใจ เราควรจะพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า กายและใจนั้นมิใช่ของเรา เรามิใช่กายและใจนั้น และกายและใจนั้นมิใช่ตัวตนของเรา...

ต่อจากนั้น ก็ยกพระบาลีในส่วนที่เหลือมาแปลโดยทำนองว่า...

  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ครั้นฟังแล้ว เมื่อพิจาณาเห็นอย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เบื่อหน่ายในเวทนา เบื่อหน่ายในสัญญา เบื่อหน่ายในสังขาร เบื่อหน่ายในวิญญาณ ครั้นเบื่อหน่ายแล้วย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น ชาติคือการเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่ต้องกระทำอันยิ่งไปกว่านี้ย่อมไม่มี ย่อมรู้ตามความเป็นจริงโดยประการฉะนี้
  • ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้ฟังภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ชอบใจยินดี เมื่อพระองค์ตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุทั้งหลายก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลส เพราะไม่ยึดมั่น โดยประการฉะนี้

อนัตตลักขณสูตรก็จบลงเพียงแค่นี้... และเดิมทีนั้น ผู้เขียนตั้งใจว่าจะต่อด้วยอาทิตยปริยายสูตรและธรรมนิยามสูตร แต่แสดงธรรมล้วนมาหลายวันพระแล้ว เกรงว่าญาติโยมจะเบื่อ จึงพักอาทิตยปริยายสูตรไว้ก่อน ค่อยแสดงในโอกาสต่อไป วันพระหน้าจะหานิทานตำนานมาแสดงบ้าง...

อนึ่ง วันนี้ อาจารย์ประเวศน์ซึ่งเป็นมหาเปรียญเก่า มารับศีลอุโบสถด้วย จึงค่อนข้างแปลกสำหรับวัดยางทอง เพราะญาติโยมปัจจุบันรับแต่ศีลห้า ตอนนี้จึงคิดว่า วันพระหน้า อาจแสดงเรื่องศีลอุโบสถอีกครั้ง เพื่อชักชวนให้ญาติโยมรับศีลอุโบสถ จะเป็นอย่างไร ก็จะนำมาเล่าต่อไป....