"ต้นยางนาเป็นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้ง และในพื้นที่ที่มีน้ำท้วมขัง เราได้เห็นต้นยางใหญ่ที่ยังยืนตระหง่านอยู่หลายพื้นที่ในประเทศไทย"

ต้นยางนา

http://gotoknow.org/blog/yongyuths10/255778

ดินที่เขาหินซ้อน บริเวณนี้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา (2512-2522) ถูกทำลายอย่างมาก พื้นทีแห่งนี้ปลูกอะไรไม่ได้แล้ว พื้นดินถูกน้ำซะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ออกไป (water erosion) ในหน้าฝน และลมพัดเอาดินขนาดเล็ก (wind erosion) ไปหมดเหลือไว้แต่ดินทราย และหินที่ผุดขึ้นมา ไม่สามารถปลูกอะไรไม่ได้แม้แต่มันสำประหลังที่ขึ้นง่ายมากก็ปลูกไม่ได้ ต้นไม้ที่ยังมีอยู่ต้นเดียวในพื้นที่ คือยางนา

ยางนาจากความทรงจำ  ตอนผมยังเด็กมากจำได้ว่ามีอาคนหนึ่งมีอาชีพซื้อน้ำยางที่ได้จากต้นยางนา โดยชาวบ้านจะใช้วิธีเจาะต้นยางที่ยังไม่ตายให้เป็นโพรงแล้วเอาไฟไปเผาในโพรง ต้นยางนาจะผลิตน้ำยางออกมาเป็นน้ำสีน้ำตาลเข็ม ชาวบ้านจะเอาน้ำยางนี้ไปทาฝาบ้าน เป็นไม้เพื่อรักษาเนื้อไม้ให้ปลอดภัยจากปลวกและมอดตลอดจนแมลงที่กัดกินเนื้อไม้ และที่ก้นถังเก็บน้ำยางเหนียวเป็นก้อนชาวบ้านเอารวมกับขี้ยาง(เศษน้ำยางที่เถ่าถ่านปน) ก็จะเอาไปทำเป็นใต้จุดให้แสงสว่าง หรือจุดไฟเพื่อเป็นจุดกำเนิดของไฟในเถาถ่าน หรือฟืนเพื่อทำอาหารและให้ความร้อน

นอกจากนี้ชาวบ้านก็ยังเอาต้นยางนาขนาดใหญ่มาเลื่อยเป็นแผ่นเล็กกว้าง 4-6 นิ้วหนา1-1.5 ซ.ม.เพื่อทำเป็นฝาบ้านซึ่งจะคงทนเพราะว่าเนื้อไม้จะมีน้ำยาง เนื้อจะหยาบเป็นเส้นเมื่อทาน้ำมันยางแล้วจะคงทนต่อแดด ฝนอยู่ได้นาน และที่สำคัญยางไม้ จะทำให้ปลอดภัยปลวก และมอด(สัตว์ตัวเล็กมากที่กินเนื้อไม้เป็นอาหาร)ที่ชอบกินไม้ทั่วๆไปเป็นอาหาร

ชื่อพื้นเมือง (Common  name) เรียกตามท้องถิ่น  http://www.dnp.go.th/mfcd1/saraburisite/webpage/tree33.htm

ยาง ยางนา ยางขาว ยางแดง ยางหยวก ยางแม่น้ำ (ทั่วไป) ยางใต้ กาตีล (เขมร- กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี) ขะยาง ( ชาวบน- นครราชสีมา)  เคาะ     ( กะเหรี่ยง) จะเตียล ( เขมร- ศรีสะเกษ) จ้อง ( กะเหรี่ยง) ชันนา ( หลังสวน- ชุมพร) ทองหลัก (ละว้า- กาญจนบุรี) ยางกุง ( เลย) ยางควาย ( หนองคาย)  ยางเนิน ( จันทบุรี) เยียง ( เขมร- สุรินทร์) ร่าลอย   (ส่วย- สุรินทร์) ลอยด์( โซ้- นครพนม) เหง ( ลื้อ)

ชื่อทั่วไป - ยางนา
ชื่อสามัญ - Yang
ชื่อวิทยาศาสตร์ - Dipterocarpus alatus Roxb.ex G.Don
วงศ์ - Dipterocarpaceae
ชื่ออื่นๆ - ยาง ยางขาว ยางแม่น้ำ ยางหยวก ยางนา, ยางกุง, ยางควาย , ยางเนิน ,ราลอย , ลอยด์ กาตีล , ขะยาง , เคาะ , จะเตียล , ชันนา ยางตัง , ทองหลัก
ถิ่นกำเนิด - ป่าดงดิบ และตามที่ต่ำชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป
พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดอุบลราชธานี

ประเภท - ไม้ยืนต้น
รูปร่างลักษณะ - ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 30 – 40 เมตร เปลือกหนาเรียบ สีเทาปนขาว โคนมักเป็นพู
- ใบ เดียว เรียงสลับแผ่นใบรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 8 – 15 เซนติเมตรยาว 20 – 35 เซนติเมตร หูใบหุ้มยอดอ่อน มีขนสีน้ำตาล
- ดอก สีชมพู ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง ออกดอกมีนาคม – พฤษภาคม เป็นผล เมษายน – มิถุนายน
- ผล ผลเป็นผลแห้งทรงกลม มีครีบตามยาว 5 คลีบ ปีกยาว 2 ปีก ปีกสั้น3 ปี
การขยายพันธ์ - ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด สภาพที่เหมาะสม - เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นเป็นหมู่ใน ป่าดิบและตามที่ราบชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200 – 600 เมตร
ประโยชน์ - ลำต้น ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เมื่ออาบน้ำยาถูกต้องจะทนทานขึ้น
- น้ำมัน ใช้ทาไม้ยาแนวเรือ ใช้เติมเครื่องยนต์แทนน้ำมันขี้โล้ ทำน้ำมันใส่แผล แก้โรคเรื้อน

 

ลำต้น (Stem) ยางนาเป็นไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ใบแก่จะร่วงหลุดไปใน ขณะเดียวกับที่มีการแตกใบใหม่มาทดแทน ลำต้นเปลา ตรง เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูง ประมาณ 30 –40 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่ม กลมหนา ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขน และมีรอยแผลใบเห็นชัด

 

 

ใบ (Leaf)  เป็นใบเดี่ยว (simple leaf) ติดเรียงเวียน สลับ (spirate) ทรงใบรูปไข่แกมรูปขอบขนาน(elliptical – oblong) ขนาดกว้าง 8 – 15 ซ. ม. ยาว 20 –35 ซ. ม. โคนใบ มนกว้างๆ ปลายใบสอบทู่ๆ เนื้อใบหนา ใบอ่อนมีขนสีเทา ปกคลุม ใบแก่จะผิวเกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ ตรงและขนานกัน มี 14 – 17 คู่ เส้นใบย่อยแบบเส้นขั้น บันได เห็นชัดทางด้านท้องใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น เล็กน้อย ก้านใบยาวประมาณ 4 ซ. ม. มีขนบ้างประปราย

 

 

เปลือก (Bark) เรียบหนา สีเทาปนขาว โคนมักเป็นพูพอน

 

 

ดอก (Flower) เป็นแบบดอกช่อ (inflorescence flower) แบบ panicle สีชมพู ออกเป็นช่อเดี่ยวสั้นๆ ตามง่ามใบตอนปลายๆกิ่ง การเกิดช่อดอกจะเกิดพร้อมกันกับการแตกใบอ่อน ช่อหนึ่งมีหลายดอก โดยโคนกลีบฐานเชื่อมกันเป็นรูปถ้วยและมีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายถ้วยแยกเป็น5 แฉก ยาว 2 แฉกและสั้น 3 แฉก มีขนสั้นๆสีน้ำตาลปกคลุมทั่วไป กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบชิดติดกัน ส่วนปลายกลีบจะบิด เวียนกันในทิศตามเข็มนาฬิกา เกสรผู้มีประมาณ 29 อัน รังไข่รูปรีๆภายในแบ่งเป็น 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 หน่วย

 

 

 

ผล (Fruit) เป็นผลเดี่ยว (simple fruit) ชนิดผล แห้ง (dry fruit) ที่แก่แล้วไม่แตก(indehiscent fruit) แบบ samara รูปร่างกลม เป็นครีบตามยาว 5 ครีบ มีปีกยาว 2 ปีก ยาว 10 – 12 ซ. ม. เส้นปีกตามยาวมี 3 เส้น ปีกสั้น รูปหูหนู 3 ปีก มีเมล็ดเดียว

 

เมล็ด (Seed) มีรูปร่างกลมรีปลายด้านหนึ่งแหลมอีกปลายด้านหนึ่ง
ป้าน ขนาดยาวประมาณ 1 ซ.ม กว้างประมาณ 0.5 ซ.ม.

 

 

http://www.bantai.go.th/index.php?tpid=0029

ต้นยางนาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

                จากเส้นทางบ้านท้องศาลา-หาดริ้น เลยตลาดบ้านใต้ถึงทางแยก เลี้ยวซ้ายไปหาดท้องนายปานประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านวัดโพธิ์ประมาณ 100 เมตร ด้านขวามือจะพบต้นยางนาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเส้นรอบวงประมาณ 14 เมตร ยืนแผ่กิ่งก้านสาขามานับร้อย ๆ ปี ที่อำเภอเกาะพะงัน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

ที่จริงต้นยางนาเป็นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้ง และในพื้นที่ที่มีน้ำท้วมขัง เราได้เห็นต้นยางใหญ่ที่ยังยืนตระหง่านอยู่หลายพื้นที่ในประเทศไทย ได้แก่ ทางไปจังหวัดตราด ที่เชียงใหม่ เป็นต้น  ลูกยางนา(ผล) ตอนผมเล็กก็อาศัยลูกยางนี้แหละโยนเล่น กับเพื่อนๆ และก็เห็นมันหมุนลอยขึ้นไปตามกระแสลมเวลาเราโยนมันขึ้น

 

............................................................................