เพื่อนๆ เค้าตอบได้ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่ทำไมเราถึงตอบไม่ได้

          ตอนเด็กๆ มีหลายคนถามว่า

          "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรล่ะ"

          "หนูยังไม่รู้ค่ะ"

          "อ้าว ไม่รู้ได้ไง ต้องคิดแล้วสิว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร"

          ". . ."

          เหมือนเป็นเพียงบทสนทนาธรรมดาๆ ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กคนหนึ่ง แต่ผู้ใหญ่คนนั้นได้หารู้ไม่ ว่าได้ฝากความรู้สึกกดดันในเรื่องอนาคตไว้ที่เด็กคนหนึ่ง ซึ่งเด็กคนนั้นก็ยังหาคำตอบให้กับคำถามนี้ไม่ได้

          ความคิดของเด็กคนนั้น(ขณะนั้นอายุ 10 ขวบ)
            -ตั้งใจเรียนให้สูงๆ
            -เชื่อฟังผู้ใหญ่
            -โตขึ้นจะดูแลพ่อแม่
            -เป็นคนดี ไม่รังแกหรือเอาเปรียบผู้อื่น
          "ไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหนที่ยังเลือกไม่ได้ว่าอยากเป็นอะไร เพราะหนูยังไม่รู้เลยว่าแต่ละอาชีพเค้าต่างกันอย่างไรบ้าง"

          จากนั้นก็โดนถามคำถามประเภทนี้อีกนับครั้งไม่ถ้วน เด็กคนนั้นก็เลยตัดปัญหาโดยการตอบในสิ่งที่จะเป็นไปได้ เช่น ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ก็บอกว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็นักวิชาการแล้วแต่อารมณ์ในขณะนั้น ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้มีความชอบอาชีพนี้เป็นการส่วนตัวเลยสักนิดเดียว แล้วคิดว่าทำไมเราถึงหาคำตอบที่ตรงใจเราไม่ได้เสียที

          คำถามนี้ฝังอยู่ในหัวเด็กคนนั้นมานานจนถึงเวลาที่จะต้องเลือกคณะที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย คนรอบข้างต่างก็แนะนำไปต่างๆ นานา เด็กคนนั้นไม่รู้ว่าจะเลือกเรียนต่ออะไรดี อยากเรียนคณะวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกัน แต่นักวิทยาศาสตร์นี่แหละที่สร้างทั้งคุณประโยชน์มหาศาลและความเสียหายให้แก่โลกอย่างมากมาย ก็เลยเลือกตามคำแนะนำของคนส่วนใหญ่ที่รู้จักตนเป็นอย่างดี เพราะยังไม่สามารถหาข้อไม่ดี(ทางจริยธรรม)จากอาชีพนี้ได้ เด็กคนนั้นเลือกคณะพยาบาลทั้ง 4 อันดับ(ดูเหมือนเกินจริง แต่เป็นเรื่องจริง) และติดคณะพยาบาลที่ตนเลือกในลำดับที่ 1

          เมื่อได้มาเรียนไปซักระยะแล้วนี่เอง เด็กคนนั้นจึงมาคิดได้ว่า เรียนคณะนี้ก็ดีเหมือนกัน ได้ช่วยเหลือคนในยามที่เขาต้องการ ทำแล้วมีความสุขใจ มีกำลังใจที่จะศึกษาในสาขานี้ให้สูงขึ้น และพยายามปรับปรุงการพยาบาลเพื่อประโยชน์ผู้ใช้บริการอยู่เสมอ บริการด้วยใจ เข้าใจในความเป็นมนุษย์และความเป็นไปของธรรมชาติ ในการเรียนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เรียนก็เหนื่อย งานก็หนัก ไหนผู้ป่วยบางคนจะไม่พอใจบ้างล่ะ สารพัด แต่โชคดีแคไหนแล้วที่เด็กคนนั้นได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่เสียเงินและเวลากับการเลือกที่เรียนใหม่ในปีถัดไป พยายามมองหาข้อดีและปรับตัวให้เข้ากับวิชาชีพที่ตนกำลังจะเป็นดีกว่า เพราะชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อาจไม่มีเวลานานพอที่จะอยู่ชื่นชมความสำเร็จของเราตามที่เราคาดหวัง

          สุดท้ายเด็กคนนั้นเลยได้คติประจำใจมาอีกหนึ่งอัน คือ
          "สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่การยอมรับสิ่งที่เรามีและปรับตัวให้อยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างมีความสุขนั้นดีที่สุด"