ในช่วงระยะที่ผ่านมา ผู้หญิงจะถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ และผู้หญิงก็ไม่มีความสามารถที่ออกไปทำงานนอกบ้านให้เท่าเทียมกับเพศชายได้ ดังนั้นผู้หญิงส่วนมากจึงได้ถือเอางานในบ้านเรือนเป็นส่วนมาก ผู้หญิงส่วนมากพอรู้จักความขึ้นมาหรือพอที่จะทำงานบ้านช่วยพ่อ แม่ได้แล้วก็จะถูกสั่งสอนให้รู้จักทำงานบ้านการเรือน เพราะถือว่าเป็นงานหลักที่ต้องคู่กับชีวิตของผู้หญิง และผู้หญิงทุกคนต้องทำให้เป็นไม่ว่าจะเป็นการหนึ่งเข้า เป่าไฟ เมี้ยนย้าวเมี้ยนเรือน ต้องทำทุกอย่างเหล่านี้ให้เป็นเสียก่อน จึงถือว่าเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ และงานเหล่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะเขาคิดว่าเมื่อโตเป็นสาวขึ้นมาแล้วก็จะต้องได้แต่งงาน และพอแต่งงานไปแล้วก็จะมีแต่หน้าที่ทำงานบ้านการเรือนเพื่อรับใช้ผู้เป็นสามี และมีหน้าที่เลี้ยงลูก และนอกจากนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ย้อนแนวความคิดแบบนี้ จึงทำให้ผู้หญิงส่วนมากไม่อยากสนใจเรื่องการเมือง และการศึกษาเพราะคิดว่าการเมือง และการศึกษาเป็นหน้าที่ของผู้ชายมากกว่า ฉะนั้นถ้าจะเรียนหนังสือต่อไปก็ไม่มีผลดีอะไร เพราะอานาคดของผู้หญิงทุกคนก็ต้องอยุดอยู่กับชีวิตแต่งงานเท่านั้น

ฉะนั้นจึงทำให้ผู้หญิงหลายคนคิดว่าจะไปเรียนเพื่ออะไร และก็ทำให้มีแนวคิดอ่อนแอไม่กล้าจะตัดสินใจเข้าโรงเรียน เพื่อจะไปเรียนหนังสือต่อหลังจากเรียนจบแต่ขั้นประถมศึกษา เพียงแค้อ่านออกเขียนเป็นก็พอแล้ว ผู้หญิงส่วนมากจึงมีความคิดยากออกโรงเรียนไปหาเงินและช่วยงานครอบครัวมากกว่าที่จะเรียนหนังสือต่อเพื่อที่จะหาความรู้ให้แก่ตนเองโดยเฉพาะอยู่ตามชนบทห่างไกลที่การศึกษาไปไม่ถึง