โอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ

ต่อจากบันทึก 289

สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่โรงงานก็คือ มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตามหลักการควบคุมคุณภาพสากล ผู้เข้าชมโรงงานในวันนั้นจึงต้องปฏิบัติตนตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดคือ ใส่รองเท้าบู๊ต ใส่เสื้อคลุมสีขาว ใส่ที่ปิดจมูกและปาก ใส่หมวกใส่ถุงมือ รวมทั้งมีการให้ลงนามรับรองความปลอดภัยตัวเองในการเยี่ยมชมด้วย ภายในโรงงานไม่ต้องพูดถึง มีความสะอาดระดับยอดเยี่ยม มีการผ่านจุดตรวจหลายจุดเช่นต้องเดินผ่านน้ำก่อนเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ  ภูมิอากาศภายในค่อนข้างเย็น เพราะมีห้องแช่แข็งขนาดใหญ่อยู่ภายใน

กระบวนการผลิตคร่าวๆ คือ เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์นำควายน้ำ Buffaloes มาส่ง ก็จะกักเก็บไว้ที่โรงเรือนมีหลังคา 24 ชม. โดยให้ทานแต่น้ำ บริเวณที่กักไว้มีการทำความสะอาดด้วยน้ำตามสุขลักษณะ มีสัตว์แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด จำนวนสัตว์ที่โรงงานรองรับนั้นมีมากถึงวันละ 2000-3000 ตัว ซึ่งมาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงที่เป็นเครือข่ายในรัศมี 100 กิโลเมตรรอบๆ โรงงาน

ควายแต่ละตัวนั้นมีอายุระหว่าง 2-5 ปี มีน้ำหนักประมาณ 160 กิโลขึ้นไป  เหตุผลที่กักไว้ 24 ชม.คือเพื่อทำให้สะอาดก่อนและทำให้อ่อนแรง

หลังจากกักไว้ครบกำหนดก็จะเข้าสู่โรงเรือนการผลิตในส่วนที่เรียกว่า การเชือด ซึ่งเป็นลักษณะการทำทางเข้าไปสู่ทางขึ้นคล้ายทางขึ้นที่จอดรถตามห้าง ทำให้ควายเดินขึ้นไปได้ทีละตัวขึ้นไปตามทางไปยังพื้นที่ยกสูงประมาณชั้นที่ 1  สุดทางคือช่องวงกลมที่เป็นเหมือนอุโมงค์ ที่จะทำให้ควายนอนลงได้ โดยมีหัวโผล่ปลายด้านใน จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ซึ่งแน่นอนต้องเป็นมุสลิม (ตามหลักศาสนา) เป็นคนเชือดโดยต้องกล่าวพระนามพระเจ้าทุกครั้งผมได้รับการบอกจากผู้เชี่ยวชาญว่าวิธีเชือดตามธรรมชาตินี้ทำให้สัตว์เจ็บน้อยที่สุด  สถิติก็คือ เชือด 2 ตัวต่อนาที และประมาณ 130 ตัวต่อชั่วโมง

*ต้องบอกตามตรงว่าถึงบริเวณตรงนี้ ผมไม่ได้เข้าไปดูเพราะเห็นว่าใกล้ไป จึงขอยืนดูห่างๆ โดยไม่เห็นภาพกระบวนการเท่าใดนักแต่ก็พอจะเดาได้

 

จากนั้นจะดึงขาควายด้วยโซ่ขึ้นทีละตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อฮาลาลต่อไป ซึ่งเป็นระบบสายพานเลื่อนไปตลอดจนจบจุดสุดท้ายเป็นชิ้นเนื้อตัดตามประเภทชิ้นส่วน ใส่กล่องกระดาษอย่างดีกล่องละ 20 กิโล นำไปแช่แข็งในความเย็นระดับ -40 องศา C ก่อนที่จะนำไปเก็บในห้องเย็นที่มีความเย็นคงที่ระดับ -20  C เพื่อรอส่งออกต่อไป

การส่งออกใช้การขนส่งทางรถยนต์ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปลงเรือที่ท่าเรือมุมไบหรือส่งทางเครื่องบินลูกค้ารายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือมาเลเซียและฟิลิปปินส์

สำหรับราคานั้นขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อส่วนไหน  โดยเฉลี่ยราคาเนื้อทั่วไปอยู่ที่กิโลละ 2-5  เหรียญสหรัฐ ควายหนึ่งตัวจะผลิตเนื้อขายได้ประมาณ 140 กิโล ก็ลองเอา 2300 คูณเอาเองละกันว่ามูลค่าทางการค้าของโรงงานนี้จะยิ่งใหญ่ปานใด นี่เฉพาะควายน้ำนะ ยังไม่รวมลูกแกะและแพะที่เป็นสินค้าที่โรงงานนี้ผลิตเช่นกัน

คนงานที่ทำในโรงงานซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายร้อยคนล้วนเป็นคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองอาลีการ์

 

ข้อคิด

 

ถ้าตัดเรื่องศาสนาและความเชื่อออกไป การผลิตเนื้อเพื่อบริโภคก็ คล้ายกับการผลิตเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่นไก่ วัว ที่ต้องมีการทำให้สัตว์ตายด้วยวีธีใดวิธีหนึ่ง

คนทั่วไปที่มิใช่มุสลิม มีความเข้าใจน้อยมากเกี่ยวกับฮาลาลซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องของอาหารเท่านั้น

คนทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงอาหารฮาลาลจะโยงเข้ากับศาสนาอิสลาม นึกถึงการเชือดอย่างเดียว จึงไม่สนใจที่จะเรียนรู้ต่อไป

 

การผลิตเนื้อส่งออก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ใดก็ตาม เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีตลาดใหญ่มาก ตราบใดที่มนุษย์ยังคงทานเนื้อเป็นหลัก 

โรงงานใดที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูง จะได้เปรียบในการส่งออกตลาดโลก

และโดยเฉพาะหากโรงงานใดเป็นฮาลาลร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย ก็จะยิ่งได้เปรียบ เพราะเนื้อฮาลาล คนที่ไม่ใช่มุสลิมก็ทานได้

ตลาดฮาลาลก็คือโลกมุสลิมซึ่งมีประชากร 1.8 พันล้านคนใน 148 ประเทศซึ่งมูลค่าอาหารฮาลาลระหว่างประเทศนั้นสูงถึง 265 พันล้านเหรียญสหรัฐ

อินเดียมีคนมุสลิมประมาณ 200 ล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับอาหารฮาลาลและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ ประเทศผู้ผลิตอาหารฮาลาลที่สำคัญในโลกกลับเป็นประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมแต่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นบราซิล สหภาพยุโรป จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐ และแคนาดา

ประเทศไทย แม้มีมุสลิมประมาณ 5 ล้านคน แต่ก็มีความสามารถในการแข่งขันเรื่องอาหารฮาลาลเพราะประเทศไทยมีภาพพจน์ที่ดีในเรื่องการท่องเที่ยวและอาหารไทยก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลกหากมีฮาลาลไทยเพิ่มเข้าไป ก็เชื่อแน่ว่าจะเพิ่มคุณค่าของสินค้าได้ระดับหนึ่ง

สินค้าใดที่ผ่านการรับรองฮาลาล นั่นหมายถึงการเข้าถึงตลาดสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ใน 148 ประเทศรวมทั้งในตลาดของประเทศพัฒนาแล้วด้วย

 

สรุป

ในแง่ของธุรกิจ ผมมองว่าฮาลาลเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ สำหรับนักธุรกิจที่ไม่ใช่คนมุสลิม ที่สามารถผลิตสินค้าหรือบริการให้คนมุสลิมได้ และอินเดียก็เป็นฐานของตลาดผู้บริโภคฮาลาลที่ใหญ่อีกเช่นกัน

เป็นโอกาสของนักธุรกิจไทยด้วย ที่หากเปิดใจเรียนรู้เรื่องฮาลาลสักนิด เรียนรู้เพื่อที่จะผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับหลักฮาลาล ก็จะเท่ากับการขยายฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นทันที

ผู้สนใจ สามารถติดต่อศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อำนวยการท่านยินดีจะให้คำแนะนำครับ

อีกหนึ่งโอกาสที่นำมาเสนอกัน

.........................................

 

ลิงค์

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล   http://www.halalscience.org/th/main/index.php

บริษัท Hind Agro Industries United Limited   http://www.hindagro.com/