ยิ่งอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกเห็นใจคนจนมากขึ้น   รู้สึกว่าคนจนเป็นคนที่ถูกเอาเปรียบในหลากหลายด้าน หลากหลายวิธีการ   ถูกเอาเปรียบโดยระบบ ถูกหลอกทางอ้อม    เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านนิตยสารไทม์ ก็เห็นว่าคนจนอเมริกัน ที่สมองไม่ดีนัก ถูกบริษัทประกันสุขภาพกึ่งหลอกให้ทำประกันสุขภาพแบบที่ไม่ได้ประโยชน์

          ที่ สคส. เราจ้างแม่บ้านคนหนึ่งจากบริษัทรับทำความสะอาด   แม่บ้านเหล่านี้ได้ค่าจ้างเป็นรายวัน เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ    ด้วยความสงสาร ผมจึงสร้างระบบสวัสดิการอาหาร กลางวันวันละ ๔๐ บาท ให้แก่แม่บ้านที่มาทำงานให้ สคส.    เป็นที่ชื่นชอบของแม่บ้านเป็นอันมาก   ทำให้ความสัมพันธ์แบบ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” เกิดขึ้น   วิธีการนี้นอกจากเป็นการเห็นใจคนจนแล้ว ยังมีผลทางอ้อมให้แม่บ้านไม่อยากขาดงาน   และเมื่อเขารู้สึกว่าได้รับความเห็นอกเห็นใจ เขาจะทำงานขยันขันแข็งขึ้น

          ๒ – ๓ ปีมาแล้ว ผมทราบข่าวว่าเธอเป็นเบาหวาน และไปรักษาตามสิทธิประกันสังคม ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง   ผมจึงฝากให้เพื่อนช่วยดูแลเป็นพิเศษ    เมื่อได้รับความเอาใจใส่จึงพบว่าไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่มีไขมันในเลือดสูง

          เมื่อเร็วๆ นี้ เธอมาเล่าว่า ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตามนัด   พยาบาลชวนฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกแล้ว   เข็มละ ๔๕๐ บาท (ผมจำตัวเลขไม่แม่น)    ปีที่แล้วเธอยอมเสียเงินฉีด (ไม่รวมอยู่ในประกันสังคม) แล้วมาบอกผม   ผมแนะนำว่าอย่าฉีด เพราะเธอไม่มีเงิน รายได้ต่ำและต้องเลี้ยงลูกถึง ๒ คน   การฉีดวัคซีนนั้นไม่จำเป็น   มาปีนี้โดนชวนอีกแล้ว    และวิธีชวนของพยาบาลต้อคนไข้จะทำให้คนไข้เกรงใจ และใจอ่อนยอมเสียเงิน

          ผมกลับมาคิดดู คนจนนั้นเป็นคนที่ความสามารถในการต่อรองต่ำ    ดังนั้น การตลาดหรือการชักจูงของโรงพยาบาลเพื่อผลประโยชน์ของโรงพยาบาลจึงได้ผล   ผมมองว่าการชักจูงของโรงพยาบาลต่อคนจนคนด้อยการศึกษานั้น มองไปในทางเอาเปรียบคนไม่มีกำลังต่อรองก็ได้    หากมีเจตนาเช่นนี้ ก็เป็นการไม่เหมาะสม

          ทำอย่างไรหนอ ธุรกิจจึงจะไม่มุ่งเอาเปรียบคนจน หรือเอาคนจนเป็นเหยื่อ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนที่คนจนได้รับ   ทำอย่างไรสังคมของเราจึงจะไม่เป็นสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนโง่เป็นเหยื่อคนฉลาด

วิจารณ์ พานิช
๒๙ มี.ค. ๕๒