ศึกษาดูงานห้องสมุดและท่องเที่ยวเกาหลี(วันที่สองของการเดินทาง 7 มีนาคม 2552)

suao
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
หนาวมาก

เกาหลีวันที่ 2 (7 มี.ค.52)


คณะห้องสมุดเราเดินทางมาถึงที่สนามบินอินชอน เมื่อเวลา 05.50 น ซึ่งเวลาเร็วกว่าเมืองไทย 2 ช.ม. ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างไม่มีปัญหาเพราะในการเข้าเกาหลีไม่ต้องขอวีซ่าแต่มักจะมีคนพูดว่าไปวัดดวงเอาที่ต.ม.เกาหลีเพราะความขึ้นชื่อในความเข้มและดุของต.ม.เกาหลี แต่พวกเราก็ผ่านกันทุกคน หลังจากรับกระเป๋าและรอคณะที่เข้าห้องน้ำขอสำรวจอากาศก่อนพอเดินออกนอกอาคาร ก้าวแรกได้พบกับอากาศที่ดูสะอาดและบริสุทธิ์ต่อมาความหนาวเริ่มมาเยือนวันนี้ก่อนลงจากเครื่องกัปตันประกาศว่าอุณหภูมิ- 2 มิน่าหละทำไมมันหนาวอย่างนี้ ทั้งที่เมืองไทยร้อนมากๆๆ ดีนะที่เคยเดินทางเจออากาศหนาวมาบ่อยจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าหนาวมากมายแต่เพื่อนๆที่ไม่เคยเจอก็ต้องรีบวิ่งเข้าตัวอาคารเมื่อครบคณะแล้วเดินทางไปขึ้นรถเพื่อทัศนศึกษาซูวอนดูไร่สตรอเบอร์รี่แต่เมื่อมาถึงบรรณารักษ์เราหาย 1 คน สงสัยเข้าห้องน้ำ แต่ไกด์และผอ เราก็ตามจนเจอเมื่อครบจริงๆแล้วพร้อมเดินทางสู่เมืองซูวอน

 

ไร่สตรอเบอรรี่ 

              

 ถ่ายรูปชุดฮันบกและหัดทำกิมจิ

ที่ไร่สตรอเบอรรี่ที่เมืองซูวอนเป็นสตรอเบอรรี่ที่ขึ้นชื่อของเกาหลีใต้ สตรอเบอรรี่ลูกใหญ่ มากและหวานกว่าที่เมืองไทย
 ที่นี่เขาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและชิมสตรอเบอรรี่ภายในสวนโดยแจกถุงพลาสติกให้ 1 ใบ เก็บออกมาได้ 10 ลูก
(แต่ที่เราทานเข้าไปก่อนออกไม่รู้กี่ลูก)  ด้วยความตื่นตาตื่นใจกับผลสตรอเบอรรี่ที่ใหญ่มากขอบอก
ก่อนกลับละลายเงินวอนนิดหน่อย คนละกล่อง 2 กล่อง โดยจะนำส่งที่สนามบินวันที่เรากลับ เสร็จจากไร่สตรอเบอรรี่พวกเราเดินทางต่อไปเพื่อไปหัดทำกิมจิกัน

 

  

กิมจิเป็นอาหารเกาหลีประเภทผักดองที่อาศัยภูมิปัญญาของชาวเกาหลี ด้วยการหมักพริกสีแดงและผักต่างๆ โดยทั่วไปจะเป็นผักกาดขาว ชาวเกาหลีนิยมรับประทานกิมจิเกือบทุกมื้อ และยังนำไปปรุงเป็นส่วนประกอบอาหารอีกหลายอย่าง ปัจจุบันกิมจิมีมากกว่า 187 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่น แต่ชาวเกาหลีก็ยังนิยมทำกิมจิกินเองที่บ้านเป็นอาหารขึ้นชื่อหรือเป็นอาหารประจำประเทศก็ว่าได้  ผักที่นิยมใช้ทำกิมจิคือผักกาดขาว หัวผักกาดแต่ผักที่นี่เขาไม่ธรรมดา ใหญ่มากๆๆ พวกเราทุกคนได้ชมการสาธิตทำกิมจิและได้หัดทำกิมจิพร้อมกับชิมไปด้วย ที่นี่เช่นกันละลายเงินวอนอีกแล้ว คนละกิโล 2 กิโล  หลังจากทำกิมจิเสร็จแล้วบริเวณ เดียวกันนั้นจะมีชุดฮันบกให้นักท่องเที่ยวใส่ถ่ายรูปกัน 

 

     โดยปกติจะต้องเช่าชุดเพื่อถ่ายรูปแต่ที่นี่ (ขอบอกว่าฟรี)  ได้เวลาเปลี่ยนร่างเป็นแดจังกึมกันแล้ว ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วถึงเวลาที่จะเดินทางต่อไปที่ป้อมฮวาซอง

ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress)

 

ป้อมฮวาซองตั้งอยู่ที่เมืองซูวอน ประเทศเกาหลีใต้สร้างขึ้นในช่วง ค.ศ. 1794 - 1796 โดยพระเจ้าจองโจแห่งราชวงศ์โชซอน เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นที่ฝังพระศพขององค์ชายรัชทายาทจังฮอน งค์ชายซาโด) ที่ถูกพระบิดาคือพระเจ้ายองโจซึ่งเป็นพระอัยกาของพระเจ้าจองโจลงโทษโดยการขังองค์ชายไว้ในถังข้าวให้อดข้าวอดน้ำพอ ผ่านไป 7 วันจนสิ้นพระชนม์ภายในถังข้าวป้อมฮวาซองเป็น ป้อมที่ตั้งล้อมรอบบริเวณเมืองซูอน พื้นที่ถึง 30 ตารางกิโลเมตร มีการเก็บรักษามาไว้อย่างดี ป้อมนี้สร้างขึ้นด้วยหินและอิฐเผาใช้เวลาสร้าง และในปี ค.ศ.1997 องค์การยูเนสโกได้สถาปนาป้อมนี้เป็นมรดกวัฒนธรรมโลกใช้เวลาเดินรอบป้อมพอสมควรแต่ก็เดินทางไม่รอบเพราะต้องใช้เวลา เดินทางได้แค่ครึ่งทางก็ต้องเดินทาง ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ต้องรีบเดินทางเพราะ ยังเหลือที่ต้องไปทัศนศึกษาอีกคือวัดวัดวาอูจองซาซึ่งอยู่ที่เมืองยงอิน (Yongin) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเมืองซูวอน  

 

วัดวาอูจองซา 

               

วัดวาอูจองซาเป็นวัดที่ตั้งอยู่ที่เมืองยงอิน เมื่อเราลงจากรถสิ่งแรกที่เราสัมผัสได้คืออากาศเย็นและสิ่งแรกที่เราเห็นและประทับใจคือภาพของเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่สีทองที่แกะสลักขึ้นมาจากไม้ มีความสูงถึง 8 เมตรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้รับการจนบันทึกลงในกินเนสบุ๊คและยังตั้งอยู่ใกล้กับสระน้ำใส มองเห็นเงาสะท้อนในน้ำและ สระน้ำยังมีรูปปั้นพระพุทธรูปตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบด้วยที่นี่ไม่ใช่มีแค่นี้ นักท่องเที่ยวที่มาจะต้องขึ้นเขาไปสักการะและขอพรจากพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ สร้าง มาจากไม้สนจีนที่นำมา

 

 จากอินเดีย องค์ พระนอนนี้มีความยาวถึง 12 เมตร สูง  3 เมตร ได้เวลาเดินขึ้นเขา ในการเดินขึ้นเขาครั้งนี้ไม่ค่อยเหนื่อยมากเพราะอากาศเย็นมากลำธารระหว่างทางเดินน้ำยังเป็นน้ำแข็ง ขึ้นเขาและขอพรพระพร้อมทั้งเดินชมบริเวณวัดแล้วถึงเวลาที่เราจะต้องไปที่พักแล้วและอากาศเริ่มเย็นลงตามเวลาและเริ่มหนาวทั้งวันคณะของเราตั้งแต่เดินทางมาจากประเทศไทยเรายังไม่ได้พักเลยแม้ว่าบางคนอาจจะได้นอนบนเครื่องบ้างแต่ก็ไม่หลับสนิทเท่าไหร่ ทุกคนเริ่มมีอาการที่บ่งบอกว่าอยากพัก คงได้เวลาแล้วที่จะไปที่พัก 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เที่ยวกับบรรณารักษ์



ความเห็น (0)