วันที่ ๒๕ มี.ค. ๕๒ ผมไปร่วมการประชุม “เวทีพลังเยาวชนจิตอาสา ‘สร้างสุข’  สานสัมพันธ์จากสถานศึกษาสู่โรงพยาบาล”    จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล และมูลนิธิกระจกเงา    นำเอาเรื่องราวของการที่เยาวชนในโรงเรียนนำร่อง ๔ แห่ง ทำกิจกรรมอาสาสมัครทำงานช่วยเหลือดูแลและสร้างสุขให้แก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลมงกุฎเกล้า และสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาเล่า    โดยผู้เล่าคือเยาวชน, ครู, ผู้บริหารโรงเรียน, ผู้แทนโรงพยาบาลทั้ง ๒ แห่ง, และพี่เลี้ยง คือคุณกรวิกา จากมูลนิธิกระจกเงา

          โรงเรียนนำร่อง ๔ แห่ง คือ สันติราษฎร์วิทยาลัย  กุนนทีรุทธารามวิทยาคม  สตรีอัปสรสวรรค์  และโรงเรียนสาธิตแห่ง มศว. ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยมศึกษา)

          มุมมองต่อการทำงานอาสาสมัคร คงจะมีได้หลายมุม   แต่มุมที่ผมให้คุณค่ามากที่สุดคือการทำงานอาสาเพื่อขัดเกลาจิตใจตนเอง    เป็นการทำงานอาสาเพื่อลดอัตตาตัวตน เพื่อสร้างเมตตาขึ้นในจิตใจตนเอง    คือทำงานจิตอาสาแนวฉือจี้   เป็นการทำงานอาสาเพื่อขยายพลังความดีของความเป็นมนุษย์ของตนเอง    ที่ผู้ให้เป็นฝ่ายขอบคุณผู้รับ เพราะความยากลำบากของผู้รับได้กลายเป็นโอกาสที่ผู้ให้ได้ฝึกฝนขัดเกลาตนเอง    เรื่องฉือจี้นี้มีบันทึกหลายบันทึก อ่านได้ที่นี่   

          มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าสังคมไทยมีขบวนการอาสาสมัครที่เข้มแข็ง สังคมจะน่าอยู่ขึ้นเป็นอันมาก   ขบวนการอาสาสมัครไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะที่ตัวเนื้องานที่ได้มาฟรีๆ    ไม่ต้องมีสินจ้างรางวัล   แต่คุณค่าที่สูงส่งกว่าคือผลต่อจิตใจผู้คน    ทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกผูกพันกัน  รู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง    และรู้สึกมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ ให้แบบที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน แม้แต่ความดีหรือคำขอบคุณ 

          ขบวนการอาสาสมัครแบบที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องการผลตอบแทน เป็นเครื่องจรรโลงสังคม จรรโลงโลก    เป็นขบวนการธรรมะอย่างหนึ่ง  

          มองจากมุมของโรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการ    กิจกรรมอาสาสมัครอาจมองเป็นกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ที่สำคัญมากต่อชีวิตในอนาคตของนักเรียน   แต่กิจกรรมในห้องเรียนให้การเรียนรู้นี้ไม่ได้    เพราะต้องเรียนรู้จากการลงมือทำเองโดยนักเรียน   และต้องเรียนรู้จากชีวิตจริง    การเรียนรู้ที่ว่านี้ คือการเรียนรู้ภายในของตนเอง การเรียนรู้ด้านอารมณ์ การเรียนรู้เพื่อปลูกฝังหรือขยายด้านดีของความเป็นมนุษย์

          การเรียนรู้ในโรงเรียนเน้นที่การเรียนวิชา เรียนรู้โลก เรียนรู้สังคม และสิ่งต่างๆ ภายนอกตัว    เน้นสิ่งที่เป็นรูปธรรม   การเรียนรู้ในโรงเรียนจึงหย่อนการเรียนรู้ด้านใน การเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเอง การเรียนรู้เพื่อขยายด้านดีของตนเอง ในฐานะที่เป็นมนุษย์    ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้านนามธรรม    สัมผัสไม่ได้

          การเรียนรู้ด้านนามธรรม สัมผัสไม่ได้นี้   จะทรงพลังที่สุดหากเรียนจากการปฏิบัติ    และดีที่สุดคือปฏิบัติในสภาพจริง ชีวิตจริง    งานอาสาสมัครสำหรับเยาวชนจะเป็นวิถีหนึ่งของการเรียนรู้โดยการปฏิบัติเพื่อเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมภายในตัวเรา

          การเรียนรู้เช่นนี้ต้องการ “ครูฝึก” (coach) หรือพี่เลี้ยง (mentor) ที่ทำหน้าที่กระตุ้นพลังด้านดีหรือด้านบวกออกมาทำงาน   เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากสัมมาทิฐิ   ป้องกันการเรียนรู้จากมิจฉาทิฐิ   ซึ่งจะก่อผลเสียมากกว่าผลดี 

          ข้างบนนั้น เขียนก่อนเข้าประชุม    ต่อจากนี้ไป เขียนหลังการประชุม 

          การได้ร่วมการประชุมนี้เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ทำให้ เอ็นดอร์ฟิน หลั่งชะโลมไปทั่วร่างของผม    เกิดความสุขและความหวัง   ว่าจะเกิดขบวนการอาสาสมัครเพื่อการเรียนรู้ขึ้นในสังคมไทย ที่แนบแน่นอยู่กับระบบการศึกษา    โดยมีหน่วยงานนอกระบบการศึกษาร่วมเป็นเครือข่าย   จะเกิดการใช้พลังเยาวชนเพื่อการสร้างสรรค์อย่างมีระบบการส่งเสริมสนับสนุน   เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเยาวชนสร้างสรรค์

          ความสุขนี้เกิดจากการได้ฟังเรื่องเล่าสั้นๆ ของเด็กที่เข้าโครงการ  ครูพี่เลี้ยง  ผู้บริหารของโรงเรียน  ผู้บริหารของ สพฐ.  และพี่เลี้ยงจากมูลนิธิกระจกเงา    โดยอาศัยความสามารถในการตั้งคำถามกระตุ้น และสรุปประเด็นของผู้ดำเนินรายการคือคุณแทนคุณ จิตต์อิสระ    เราได้เห็นพลังของกิจกรรมจิตอาสา ในการเปลี่ยนเด็กเกเรให้เป็นเด็กรักรียน หันมาสร้างวินัยเพื่อใช้โอกาสของตนเอง   หลังจากไปเห็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เป็นผู้ขาดโอกาสในชีวิต   พ่อแม่ก็ดีใจที่ลูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี   เราได้เห็นการเปิดพื้นที่สีขาวให้แก่เยาวชน  ให้เยาวชนได้ทำกิจกรรมดี มีประโยชน์ต่อผู้อื่น   ลดโอกาสมั่วสุมหรือหลงเข้ากลุ่มที่ชักจูงเข้าสู่อบายมุข 

          ผมได้ให้ความเห็นต่อที่ประชุมในเชิง แนวทางดำเนินการต่อ ดังนี้


• นี่คือแนวทางสร้างคน สร้างการเรียนรู้ของเยาวชน บนฐานของจิตแบ่งปัน หรือจิตคิดให้  หรือฐานของการเห็นแก่ผู้อื่น ที่ยากลำบากกว่า   ตรงกันข้ามกับฐานความเห็นแก่ตัว


• เราได้เห็นพลังของการที่โรงเรียนดำเนินการ “เปิดพื้นที่” ให้แก่นักเรียน   ให้ได้มีโอกาสคิดเอง ทำเอง ในเรื่องกิจกรรม/กิจกรรมอาสา    ครูเป็นพี่เลี้ยง    ซึ่งควรมีการขยายผลออกไปทั่วประเทศ


• ควรจัดให้มีการพัฒนาทักษะของอาจารย์พี่เลี้ยง    โดยกระบวนการ KM ในกลุ่มครูที่มีประสบการณ์ตรง    ขยายออก ลปรร. กับผู้ต้องการฝึกเป็นครูพี่เลี้ยง    ที่สามารถจัดกระบวนการให้เด็กได้เรียนรู้เกิดความเข้าใจอย่างลึกถึงคุณค่าของการทำกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมอาสาสมัคร ต่อการเรียนรู้ ให้รู้จักตนเอง และการเรียนรู้ที่เน้นสมองซีกขวา   กระบวนการพัฒนานี้เน้น experience sharing หรือ tacit knowledge sharing 1/3, ฝึกทักษะ 1/3, และเรียนทฤษฎีว่าด้วย human development / adolescent psychology / adolescent inspiration อีก 1/3


• ควรร่วมกันสร้างเครือข่ายจิตอาสา หรือเครือข่ายอาสาสมัคร ในหลากหลายกิจกรรม หลากหลายบริบท   เพื่อ ลปรร. ประสบการณ์และช่วยเหลือกัน   เครือข่ายนี้มีการติดต่อสื่อสารทั้งทาง F2F และ B2B


• มูลนิธิกระจกเงา กับมูลนิธิสยามกัมมาจล ควรร่วมกันขับเคลื่อนพลังเยาวชน   ให้เยาวชนที่มีพลังเหลืออยู่มาก   ได้ใช้ “พลังเหลือใช้” ในทางสร้างสรรค์   เรียกว่าขบวนการเยาวชนสร้างสรรค์    ในแบบที่มีการลงมือลงแรงน้อยๆ แต่สังคมไทยได้รับประโยชน์มาก   เปลี่ยนพลังลบเป็นพลังบวก   ซึ่งโดยแนวทางนี้ จะได้พลังของครู และพลังของผู้ปกครองมาเป็นแนวร่วม 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ มี.ค. ๕๒

เวทีเรื่องเล่าเร้าพลังของนักเรียนและครู

เวทีเสวนาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สนับสนุนจิตอาสาในนักเรียน