หวานได้ไม่ทำร้ายสุขภาพ


เรื่องของน้ำตาล

       ในแต่ละวันหลายคนคงปฎิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยบริโภคน้ำตาลเลย แม้ว่าเราจะไม่ได้ใส่โดยตรงแต่ในส่วนประกอบของอาหารเกือบทุกอย่างล้วนมีน้ำตาลอยู่ด้วยแทบทั้งสิ้น หรือบางคนก็ชอบเติมความหวานให้ชีวิตอยู่เป็นประจำโดยการเติมน้ำตาลลงในอาหาร เครื่องดื่ม การรับประทานของหวาน ไอศกรีม ฯลฯ     คุณทำอย่างนี้เป็นประจำรึปล่าวคะ ? หากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่บ่อยๆ จงระวังโรคภัยที่จะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว

       ค่ะสำหรับวันนี้ก็มีสาระดีดีนำมาฝากกันนะคะ ซึ่งบังเอิญไปอ่านเจอในหนังสือ Health today คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากจึงนำมาเล่าสู่กันฟังในบล็อคนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความหวานของน้ำตาล ลองมาดูกันนะคะว่าน้ำตาลที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้างและเราจะมีวิธีเลือกบริโภคน้ำตาลให้ได้ประโยชน์อย่างไรถึงจะดีต่อสุขภาพ มาฟังกันเลยค่ะ

       จากการวิจัยและศึกษาเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารและน้ำของคนไทยล่าสุดจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พบว่าคนไทยติดรับประทานหวานมากขึ้น เฉลี่ยรับประทานน้ำตาลกว่า 29 กิโลกรัม/ปี  หรือ 18 ช้อนชา/วัน ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงมากขึ้นกว่า 30% เป็นที่น่าสังเกตว่าในวันหนึ่งๆ เราเติมน้ำตาลลงเครื่องดื่มหรืออาหารกี่ช้อนชา?

       ปกติคนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 4 - 8 ช้อนชา ยิ่งถ้าเป็นเด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุไม่ควรเกินวันละ 3 ช้อนชา แต่ถ้าจะให้งดก็คงจะเป็นไปได้ยาก และเมื่อเป็นเช่นนี้ในบรรดาน้ำตาลที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน มีชนิดใดบ้างที่รับประทานแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกายที่เรียกว่า "เติมหวานได้แต่ไม่ทำร้ายสุขภาพ"

น้ำตาลทราย

แม้น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงให้รสชาติหวานเหมือนกัน คือ 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี หรือเทียบง่ายๆ 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 19 กิโลแคลอรี แต่ให้คุณค่าอาหารต่างกัน

  • น้ำตาลทรายขาว ได้มาจากอ้อยแล้วผ่านกรรมวิธีการผลิตตกผลึกให้เป็นเกล็ดและผ่านการฟอกสี  ดังนั้นวิตามินแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย
  • น้ำตาลทรายแดง ยังรักษาคุณค่าทางวิตามินได้ดีกว่าน้ำตาลทรายขาว เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก แต่ดัชนีน้ำตาลของน้ำตาลทรายและน้ำตาลทรายแดงอยู่ที่ 73 - 75 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูง ไม่เหมาะสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นโรคเบาหวาน     

ถ้าเทียบพลังงานระหว่างน้ำตาลทรายและน้ำอ้อยในปริมาณที่เท่ากัน น้ำอ้อยมีฟอสฟอรัสและให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลทรายถึง 5 เท่า เพราะน้ำอ้อยมีส่วนผสมของน้ำอยู่มาก แต่มีปริมาณแคลเซียมน้อยกว่าน้ำตาลทราย

น้ำตาลปิ๊ปหรือน้ำตาลปึก        

น้ำตาลปิ๊ปได้มาจากการเคี่ยวน้ำของยอดทะลายอ่อนของมะพร้าวจนกระทั่งเหนียว ข้นและหวาน เป็นเครื่องปรุงติดบ้านคู่ใจแม่บ้านชาวไทยทุกเครือเรือน เพราะนอกจากความหวานแล้ว ยังได้ความหอมอร่อยอีกด้วย น้ำตาลปิ๊ป 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 18 กิโลแคลอรี ยังมีคุณค่าและวิตามินบ้าง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก

น้ำตาลเทียม

เป็นสารให้ความหวานที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสารให้ความหวานที่เป็นทางเลือกของคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นเบาหวาน น้ำตาลเทียมที่มีขายทั่วไปคือ แซคคาริน แอสปาเทม ซูคาโลส ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติตั้งแต่ 200 - 600 เท่า แต่ให้พลังงานต่ำ การใช้น้ำตาลเทียมในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มที่บอกว่า "ให้แคลอรี 0" หรือ "ไม่มีน้ำตาล" แต่ยังคงรสหวานได้เหมือนปกติ แต่ก่อนเลือกให้ดูที่ฉลากสักนิดเพราะอาจให้พลังงานหลากหลายตั้งแต่ 0 แคลอรี จนถึง 15 แคลอรี/ซอง และสำหรับปรุงอาหารและเครื่องดื่ม น้ำตาลเทียมบางชนิดสามารถปรุงขณะร้อนได้ แต่บางชนิดก็ไม่ได้ ต้องยกลงจากเตาก่อนหรือผสมลงในเครื่องดื่มที่ไม่ร้อนจัด มิฉะนั้นความหวานจะหายไป

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานต่างจากชนิดอื่นๆ ตรงที่อุดมไปด้วย โปรตีน พลังงาน วิตามิน และเกลือแร่ ดัชนีน้ำตาลของน้ำผึ้งอยู่ที่ 55 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดง จึงเป็นทางเลือกที่ดีของการปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มของคนที่กำลังลดน้ำหนัก ทั้งนี้ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเกินวันละ 6 ช้อนชา มิฉะนั้นอาจจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพแทน

      ค่ะก็พอจะทราบกันบ้างแล้วนะคะ ดังนั้นเมื่อต้องการบริโภคน้ำตาลที่ให้ผลดีต่อสุขภาพก็ควรเลือกชนิดและกะปริมาณให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย และอย่าลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรง  สุดท้ายก็หวังว่าท่านที่เข้ามาอ่านคงจะนำไปประยุกต์ใช้กันบ้างนะคะ.....

     

หมายเลขบันทึก: 250425เขียนเมื่อ 24 มีนาคม 2009 00:47 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 05:49 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (11)

มีประโยชน์มากค่ะ  อยากให้เผยแพร่ข้อมูลอย่างนี้ไปทุกๆที่เลยนะคะ

เข้ามาหาอ่านความรู้ด้วยคนครับ

น่าจะมีเกี่ยวกับ น้ำตาลจากต้นตาลตะโนด ด้วยนะครับ อยากรู้จังว่า ต้องรับประทานมากน้อยเพียงใด

ขอเสริมเรื่องน้ำตา เฮ้ย น้ำตาลโมเลกุลเชิงเดียว กับน้ำตาลโมเลกุลเชิงคู่ หากเอาความรู้ด้านนี้มาลงเสริม ก็จะเป็นการดีครับ เพราะน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดียวนั้น ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้เร็วกว่าน้ำตาลโมเลกุลเชิงคู่

ส่วนน้ำตาลจากผลไม้ นี่ก็น่าสนใจครับ

จากผู้มาเยี่ยมชม ผมคงจบแค่ป.ตรี มั๊ง

wowwww!!!!!!!!!!!!

มีสาระจริงๆเพื่อนเรา อิอิ

น่าสนใจดี

เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว

มีประโยชน์กับผู้ที่สนใจมาก

ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ..

จะนำไปใช้กับตนเองค่ะ

เพราะอ่อนหวาน...ใครๆ ก็ชอบ

แต่หนักหวานก็อร่อยดีค่ะ

เป็นคนชอบทานน้ำตาลเหมือนกันค่ะ ชอบทานน้ำผึ้งมาก

ทำให้ชุ่มคอด้วยนะค่ะ บทความนี้ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ

ได้อ่านแล้วทำให้นำมาลดการทำลายทางสุขภาพได้เลยค่ะ

ดีมากเลยค่ะ ปกติชอบทานหวานอยู่แล้ว จะได้เลือกใช้ชนิดอื่นแทน

เป็นคนชอบทานหวานมากค่ะ

ได้รับความรู้อย่างนี้

ค่อยคลายความกังวลลงหน่อย

อ่านแล้วรู้สึกดีมาก

ยังมีความหวานที่ไม่ทำร้ายสุขภาพเรา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี