ผมเคยออกเดินบิณฑาบตรกับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พอญาติโยมนั่งลง พระอาจารย์จะบอกโยมทันทีว่า “เอ้า โยมยืนขึ้นรับพร” แล้วท่านจึงจะกล่าวให้พร

ความจริงผมตั้งใจจะเขียนเรื่องประสบการณ์การบวชของพระใหม่ให้เสร็จนานแล้ว แต่ด้วยภารกิจหลายประการจึงไปได้ไม่ถึงไหนเสียที และยิ่งเขียนก็ยิ่งมากตอน จากที่คิดว่า 10 ตอนก็น่าจะจบ จนถึงตอนนี้ผมยังสงสัยว่าจะไปจบเอาที่ตอนไหน  ก็ได้แต่หวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังต้องการจะบวช จะได้พอทราบอะไรๆ ที่ไม่น่าจะเคยรู้มาก่อน หรือพุทธมามกะที่สนใจเรื่องราวของพระสงฆ์ ก็จะได้ทราบในสิ่งที่ไม่เคยทราบ และจะได้ปฏิบัติต่อพระภิกษุได้ถูกต้อง  

                ในหลายๆ ตอนต่อไป ผมยังขอวนเวียนกับเรื่องวินัยสงฆ์อยู่ (ยกเว้นคนเขียนจะเบื่อตัวเองเสียก่อน)

                จาก 2-3 ตอนที่แล้ว ผมเล่าเรื่องการฉันของพระที่ว่า พระห้ามยืนฉัน ซึ่งสำหรับพระใหม่มักทำผิดกันเป็นประจำ  แต่นอกจากพระจะยืนฉันไม่ได้แล้ว ยัง “ยืน” ทำอะไรไม่ได้อีกสองสามอย่างครับ

                อย่างแรกเลยที่ผมก็เพิ่งทราบเมื่อบวช คือ ยืน “ถ่าย” ไม่ได้ครับ  ถ่ายหนักนั้นแน่นอน แต่ถ่ายเบาก็เช่นกัน เข้าใจว่าด้วยสาเหตุจากเครื่องนุ่งห่มที่เป็นจีวรและสบง ทำให้ยากต่อการยืนถ่ายครับ ต้องนั่งอย่างเดียว  กติกานี้ พระใหม่ไม่ค่อยทำผิดกันครับ เพราะสภาพมันบังคับพอสมควร  แต่ถ้าไม่มีใครบอกให้ทราบก่อนเลย ก็อาจทำผิดได้ ทั้งที่ไม่รู้ 

แต่ในทางพระถือว่า ยิ่งไม่รู้ ยิ่งผิด ถ้ารู้ แล้วผิด ยังผิดน้อยกว่าครับ

                อย่างที่สอง เป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงกันมาก คือมีข้อห้ามว่า พระภิกษุยืนอยู่ จะแสดงธรรม แก่คนที่นั่งอยู่ไม่ได้ (ยกเว้นคนป่วย) 

                ปกติถ้านั่งด้วยกัน พระจะต้องนั่งบนที่สูงกว่าฆราวาส เช่น พระนั่งบนอาสนะ ส่วนฆราวาสนั่งพื้น แบบนี้ก็แสดงธรรมได้   แต่ถ้ายืน ก็ต้องยืนด้วยกัน

นอกจากนี้ฆราวาสต้องไม่สวมรองเท้า ไม่คลุมศีรษะ (ใส่หมวกไม่ได้) ด้วย  รวมถึงมีข้อแปลกๆ เช่น พระห้ามแสดงธรรมแก่ฆราวาสที่ถืออาวุธในมือ (เพราะสอนแล้ว เกิดโยมโกรธหรือหมั่นไส้อาจไล่แทงพระได้ :) )  หรือนั่งอยู่ในยานพาหนะ

                กลับมาเรื่องยืน เรื่องนี้มีข้อถกเถียงคือ ส่วนใหญ่เมื่อพระบิณฑบาตร  ญาติโยมตักบาตรเสร็จ ก็มักจะนั่งลงพนมมือ รอรับพร พระก็จะให้พร เช่น “อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”  ซึ่งการให้พรก็ถือว่าเป็นการแสดงธรรมอย่างหนึ่ง  แบบที่เห็นกันทั่วไปนี้ ถ้ายึดตามวินัยจริงๆ จึงต้องถือว่าทำผิด   ถ้าจะให้ถูกต้อง คือญาติโยมต้องยืนขึ้นพนมมือรับพร ก็จะไม่เป็นปัญหา

                ผมเคยออกเดินบิณฑาบตรกับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พอญาติโยมนั่งลง พระอาจารย์จะบอกโยมทันทีว่า “เอ้า โยมยืนขึ้นรับพร” แล้วท่านจึงจะกล่าวให้พร  “อภิวันทะนะสีลีสะ...สุขัง พะลัง”  แต่บางวันไปกับพระอาจารย์บางท่าน ท่านก็ไม่กล่าวให้พรเลย  บางท่านก็ให้สั้นๆ 

                เรื่องนี้คิดว่าคงเป็นเรื่องที่แก้กันได้ยาก เพราะญาติโยมมักไม่ทราบ และคิดว่าการที่เรานั่งลงก็เท่ากับว่าให้พระท่านอยู่ในฐานะที่สูงกว่า  (แต่แค่ถอดรองเท้าก็พอแล้วครับ)  แต่พระถือว่าโยมนั่งลง ขณะพระยืน แสดงว่าโยมไม่พร้อมจะฟังธรรม

โดยสรุปคือ พระจะให้พรหรือไม่ หลังรับบิณฑบาตรแล้ว ไม่มีกำหนดไว้ ให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้  ถ้าให้ จะ

ให้ได้ก็ต่อเมื่อโยมยืนรับพร (แบบถูกวินัยเป๊ะ) แต่ที่ทำๆ กันอยู่ ถือว่าอนุโลมๆ กันมาครับ

ส่วนใครทราบข้อวินัยของพระนี้แล้ว ถ้าอยากรับพรก็ช่วยกันทำให้ถูกต้องด้วยก็ดีนะครับ