สมาคมครูภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนาขึ้นในหัวข้อ
“การทำงานวิจัยในโรงเรียนมัธยมศึกษา ” ณ ห้องประชุม 303 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี
(ไทย-ญี่ปุ่น) สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 นับเป็นการจัดสัมมนาเป็นครั้งที่ 9 กิจกรรมมีทั้งภาคเช้า-บ่าย การบรรยายภาคเช้า แบ่งหัวข้อออกเป็น 3 หัวข้อดังนี้
1. ความจำเป็นในการทำงานวิจัย โดย รศ.วรินทร วูวงศ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2. วิธีการและแนวทางในการทำงานวิจัยด้านภาษาญี่ปุ่นและการสอน โดย รศ.ดร.สร้อยสุดา ณ ระนอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. แนะนำงานวิจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดย ผศ.สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กิจกรรมภาคบ่าย
การรายงาน ตัวอย่างงานวิจัย จากครูมัธยมศึกษา และการบรรยายหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และการเปลี่ยนแปลง โดย คุณภาสกร เกิดอ่อน ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ช่วยปฏิบัติราชการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษา สพฐ.
ครูผู้สอนภาษาญี่ปุ่น ค่อนข้างจะโชคดีที่มีหน่วยงานหลักอย่างศูนย์ภาษามูลนิธิญี่ปุ่นกรุงเทพฯ( The Japan Foundation, Bangkok)ช่วยสนับสนุนดูแลการพัฒนาครูทั้งด้านความรู้ภาษาญี่ปุ่น หลักสูตร/ การจัดกิจกรรมภาษาญี่ปุ่นและเทคนิคการสอน โดยรับหน้าที่ติดต่อประสานงานกับวิทยากรชั้นนำจากสถาบันต่างๆทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อจัดอบรม-สัมมนาให้กับครูเป็นประจำปีละไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง
ความจำเป็นในการทำงานวิจัย
รศ. วรินทร วูวงศ์ เริ่มต้นการบรรยาย ด้วยคำถามที่ว่า ทำไมต้องทำวิจัย มีการนำข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาทิเช่น รอยต่อของมหาวิทยาลัยกับการศึกษาระดับอื่น / อุดมศึกษาต้องเร่งทบทวนกระบวนการผลิตครูป้อนโรงเรียน /หลักสูตรที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการ และมีการนำค่าเฉลี่ยผลการสอบ
O-Net ปีการศึกษา 2549(ต้นปี 2550) และปีการศึกษา 2550 (ต้นปี 2551) ของระดับประเทศ 5 รายวิชาคือ ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มาแสดงให้เห็น และบรรยายเรื่องครูญี่ปุ่น โดยนำเสนอตั้งแต่ระบบการจัดการศึกษาเพื่อผลิตครูและการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งครูฟินแลนด์ เนื่องจากประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่ประสบผลสำเร็จสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ในการจัดการศึกษา จากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ฯOECD/PISA ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาเพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาได้ต้องพัฒนาคนก่อน รีบดำเนินการส่งคนไปศึกษาและถ่ายทำVCD เผยแพร่ทั่วประเทศญี่ปุ่น
รศ. วรินทร วูวงศ์ ได้ศึกษาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการจัดการศึกษาระหว่างประเทศญี่ปุ่นและฟินแลนด์ สรุปได้พอสังเขปดังนี้
|
ประเทศญี่ปุ่น |
ประเทศฟินแลนด์ |
|
นร.เรียนพิเศษจากสถาบันกวดวิชา
|
ไม่มีสถาบันกวดวิชา แต่ครูจะช่วยสอนพิเศษให้กับนักเรียนที่เรียนไม่ทันที่ ร.ร. |
|
ร.ร.ตั้งกฏเกณฑ์ต่างๆ ไว้มากมาย |
ไม่มีกฎข้อบังคับ ไม่ต้องใส่เครื่องแบบนักเรียน |
|
นักเรียน 30 คน/ห้อง
|
นักเรียน 25 คน/ห้อง ไม่มีการแบ่งห้องเรียนตามสติปัญญา |
|
การแข่งขันสอบเข้า ร.ร.ที่มีชื่อเสียงสูง |
ไม่มีการสอบเข้ามัธยมปลาย แต่มีการสอบทั่วประเทศตอนจบโดยใช้ข้อสอบเดียวกัน |
เคล็ดลับที่ส่งผลให้ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จในการศึกษาคือ
1. ครูมีคุณภาพสูง
2. ไม่มีการแบ่งห้องเรียนตามสติปัญญา
3. ให้เด็กพิการและเด็กปกติเรียนด้วยกัน
4. มีระบบ Counselling และ support
5. จำนวนเด็กต่อห้องน้อย
6. เด็กมีความประสงค์แรงกล้าที่จะเรียน
7. เป็นการศึกษาภาคบังคับที่เสมอภาค
8. สังคมเห็นพ้องถึงความสำคัญของการศึกษา
9. สถานะของอาชีพครูได้รับการประเมินสูง
10. การเมืองมั่นคง
11. ประชาชนไม่ค่อยมีความแตกต่างในเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ
12. ไม่ค่อยมีความแตกต่างของท้องถิ่น
ได้รับคำตอบกันหรือยังคะว่าทำไมต้องทำวิจัย การทำวิจัยมีความจำเป็นอย่างไรต่อการพัฒนาการศึกษา จากการประมวลผลสรุปการนำเสนอของ รศ. วรินทร วูวงศ์ คงจะเป็นคำตอบที่ได้ความหมายตรงประเด็นที่สุด
วิธีการและแนวทางในการทำงานวิจัยด้านภาษาญี่ปุ่นและการสอน
รศ.ดร.สร้อยสุดา ณ ระนอง ได้เริ่มการบรรยายด้วยคำถามจำนวน 5 ข้อเกี่ยวกับเรื่องการวิจัย เช่น
1. วิจัย คืออะไร
2. อะไร คือวิจัย
3. วิจัยทำไม เพื่ออะไร
4. วิจัยอย่างไร
5. วิจัยได้อะไร
คำถามทั้ง 5 ข้อนั้นเป็นการทบทวนความรู้เรื่องการทำวิจัย มีการยกตัวอย่างมาอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้ครูเข้าใจและเกิดแนวทางในการทำวิจัย หากผู้ต้องการจะทำวิจัยสามารถตอบคำถามทั้ง 5 ได้อย่างกระจ่างแล้ว คงสามารถจัดทำวิจัยได้อย่างประสิทธิภาพ อาจารย์ยังได้แนะแนวทางการจัดทำวิจัยด้วยว่า อันดับแรกต้องตั้งโจทย์ให้ได้ก่อนเป็นการเลือกหัวข้อวิจัยนั่นเอง ควรมีวัตถุประสงค์ของการจัดทำที่ชัดเจน และจัดทำตามขั้นตอนไปตามกระบวนการในการทำวิจัย รับรองไม่หลงทาง สำหรับการทำวิจัยนั้นนอกจากผู้ทำวิจัยจะได้วิธีคิดที่เป็นระบบแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทรัพย์สินทางปัญญาให้กับวงการศึกษาของไทยอีกด้วย
แนะนำงานวิจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ผศ.สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข ได้แนะนำการทำวิจัยสายสังคมและวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่นๆ ในการพัฒนาการศึกษา โดยมีการนำเสนอขอบข่ายของเรื่องญี่ปุ่นศึกษา งานวิจัยเกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่น งานวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น งานวิจัยเกี่ยวกับญี่ปุ่นกับต่างประเทศ และวิธีการศึกษาวิจัย รวมทั้งแหล่งข้อมูลและตัวอย่างรายชื่อวิทยานิพนธ์ของผู้ที่จบการศึกษาตั้งแต่ปี 2544-2550 มานำเสนอเพื่อให้ผู้รับการอบรมได้เห็นแนวทางในการทำวิจัยสายสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งครูมัธยมฯไม่ค่อยได้จัดทำวิจัยในสายนี้ การได้มีโอกาสได้ศึกษาตัวอย่างของงานวิจัยเป็นจำนวนมากจะช่วยให้ผู้ที่ต้องการวิจัยได้รับความรู้และประสบการณ์และสามารถนำมาสานต่อเพื่อการพัฒนาในลำดับต่อไป
กิจกรรมช่วงบ่าย
เป็นการรายงานตัวอย่างงานวิจัย จากครูมัธยมจำนวน 4 ท่าน มาเล่าสู่กันฟังบางท่านเล่าลำดับขั้นตอนการทำวิจัย ปัญหาและอุปสรรคที่พบระหว่างการทำวิจัย ของตน คล้ายๆกับฟังบรรยายในชั่วโมงการเรียน เรื่องระเบียบการวิจัย ฉบับย่อ ผู้เข้าร่วมอบรมท่านหนึ่งกล่าวว่า หากผู้ที่จบปริญญาตรีและไม่เคยมีประสบการณ์ในการจัดทำวิจัยมาก่อน ฟังแล้วต้องงงแน่ๆ ผู้เขียนเสริมว่าแต่สำหรับผู้ที่จบปริญญาโทและมีประสบการณ์ในการทำวิจัยมาก่อน คงเบื่อ แต่มีครูอยู่ท่านหนึ่ง นำตัวอย่างของสื่อที่ใช้ประกอบงานวิจัยซึ่งจัดทำเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาทดลองใช้ให้ดู มองเห็นภาพชัดเจนว่าสื่อนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาผู้เรียนได้ดีแค่ไหน สามารถจุดประเด็นในการขยายความคิดในการพัฒนาต่อไปได้ดี
จบกิจกรรมด้วยการบรรยายโดยคุณภาสกร เกิดอ่อน เรื่อง หลักการสำคัญของหลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้ โดยยึดมาตรฐานตัวชี้วัดเป็นเป้าหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะโรงเรียนแกนนำได้นำร่องการใช้หลักสูตรใหม่ 2551 ในปีการศึกษา 2552 นี้ แต่สำหรับบางโรงเรียนยังใช้หลักสูตร 2544 ของเดิมอยู่ แต่ในปี พ.ศ.2553 จะประกาศใช้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ สรุปข้อสำคัญได้ดังนี้
การจัดการเรียนรู้
เน้น KPA เช่นเดิม
K= Knowledge ความรู้ ความเข้าใจ
P= Process ผลงาน ทักษะ กระบวนการ/ขั้นตอน
A= Affective/Attitude คุณธรรม /จริยธรรมคุณลักษณะที่พึงประสงค์
การจัดทำหลักสูตรแกนกลางจะเน้นมาตรฐานดังนี้
1. Standards-Based Curriculum
2. Standards- Based Instruction
3. Standards- Based Assessment
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
มีการเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนไปจากหลักสูตรเดิม 2544 ในส่วนไหนบ้าง คงต้องไปศึกษากันดู การเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรใหม่ก็น่าจะดีกว่าของเดิม แต่คำตอบนี้จะรู้ผลก็ต้องมีการประเมินและวิเคราะห์กันภายหลัง หลังจากประกาศใช้ไปแล้วจนจบหลักสูตรแต่ละระดับ เป้าหมายและจุดประสงค์ก็เพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาประเทศชาติค่ะ
http://www.ipst.ac.th/pisa/index.html
http://academic.obec.go.th/curriculum44/