ปริยัติ เกิดมาจากปฏิเวธ ปฏิเวธ จะเกิดได้เพราะปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่ถึงปฏิเวธ ไม่มีปฏิเวธ เมื่อไม่มีปฏิเวธ คือไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็บัญญัติไม่ถูก

ความเห็นของคุณกวิน  (ต่อ)  จะเห็นได้ว่า ภาพลักษณ์ของ พระเทวทัต และภาพลักษณ์ของ พระจี้กง เป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจภาพลักษณ์ภายนอกได้ดียิ่งขึ้น (เข้าใจว่าเราอาจะไม่สามารถเข้าใจได้เลย) ถามว่า ในสังคมเรานี้มีคนอย่าง พระเทวทัต หรือคนอย่าง พระจี้กง มากกว่ากัน? จะเห็นได้ว่าหากนำภาพลักษณ์ ภายนอกมาตัดสินคน ว่า ดี หรือ เลว หรือเพียงเพราะการกระทำของเขา หรือจากการฟังตามๆ กันมา ว่าเขาดี หรือเลว นั้นยังไม่สามารถตัดสินคนๆ นั้นได้

ในคัมภีร์ทีฆนิกายสีลขันธวรรค กล่าวไว้ว่า ทุชฺชาโน สมโณ ทุชฺชาโน พรฺาหฺมโณ แปลว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์ก็รู้ได้ยาก การที่จะ รู้ว่าใครคือสมณะ หรือเป็นพราหมณ์ที่แท้นั้น ต้องอยู่ใกล้ชิดนานๆ ด้วยเหตุนี้ การที่จะดูคน ว่าดีหรือเลว จึงดูได้ยากเพราะต้องใช้เวลา (3)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์  มาตรา 15 กล่าวถึงสภาพบุคคลเอาไว้ ว่า "สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย" การคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ถือเป็นการเกิดครั้งที่หนึ่งของมนุษย์ แต่ทว่า มนุษย์นั้นย่อมถูก อวิชชา  ห่อหุ้มดวงจิต หากมนุษย์ผู้ใดรู้จักทำลาย อวิชชา (เปลือกไข่) ให้แตกสลายย่อยยับลงไปได้ มนุษย์ผู้นั้นก็จะมีชีวิตใหม่อันประเสริฐ ซึ่งถือเป็นการเกิดครั้งที่สอง  ก็ฉันนั้น การเกิดครั้งที่สอง/การเกิดสองครั้ง ตรงกับคำศัพท์ในภาษาบาลี ที่ว่า  ทวิช / ทิช ซึ่งมีความหมายดังนี้

ทวิช, ทวิช- [ทะวิด, ทะวิชะ-] (แบบ) น. นก; พราหมณ์. (ป., ส. ทฺวิช ว่า ผู้เกิด 2 หน). 

ทิช-, ทิชะ / ทิชา [ทิชะ-] (แบบ) น. ผู้เกิด 2 ครั้ง คือ นก และพราหมณ์. (ป., ส. ทฺวิช)(4)

การที่คุณ
ศิลา กล่าวถึงว่า ถ้าเราไม่เห็นทางเข้าก่อน จะเห็นทางออกได้อย่างไร  เฉกเช่นถ้าเราไม่เข้าถึงก่อน เราจะหลุดพ้นได้อย่างไร?

เพิ่มเติมก็ต้องตอบด้วยคำถามที่ว่า ลูกเจียบเข้าไปอยู่ในไข่ได้อย่างไร? (ไม่เห็นมีทางเข้าทางออก) ก็แล้วลูกเจี๊ยบจะออกมาจากไข่ได้อย่าง?

                                                               ความเห็นของศิลา ภู ชยา 

คำตอบของศิลาเกี่ยวกับเรื่องลูกเจี๊ยบของคุณกวินอยู่ภายใต้บริบทต่อไปนี้ค่ะ  ......

1.       สันตติการสืบต่อ คือการเกิดดับต่อเนื่องกันไป โดยอาการที่เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน ในทางรูปธรรมที่พอเห็นอย่างหยาบ เช่น ขนเก่าหลุดร่วงไป ขนใหม่เกิดขึ้นแทน ความสืบต่อแห่งรูปธรรมจัดเป็นอุปาทายรูป อย่างหนึ่งในทางนามธรรมจิตก็มีสันตติ คือ เกิดดับสืบเนื่องต่อกันไป

พระเทพเวที, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, ๒๕๓๒) หน้า ๓๒๔- ๓๒๕  จาก      http://www.prapitum.mbu.ac.th/phrarpitum/apitum10-2-main_info.html

            2.

มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )

 

 

..(มรรค= อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ =ทางสายกลาง)
..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
.....เรียกว่า อริยมรรคแปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
.....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจแต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
.....แห้งจากความสุขทางกายเพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
.....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึงแต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว

..........คำว่ามรรคแปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจเป็นการเดินจากความทุกข์
.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย
.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปดคือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก
.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
..........1.
สัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะคือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจาคือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะคือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะคือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะคือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติคือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิคือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้เมื่อย่นรวมกัน
.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ
...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค
....

จาก  http://www.learntripitaka.com/scruple/muck8.html

 

3.       ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ  เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา

          ปริยัติ            เป็นชื่อเรียกคำสอนทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

          ปฏิบัติ  ปฏิบัติตนตามนัยที่พระองค์ทรงสอนไว้

          ปฏิเวธ            เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเองภายในใจของผู้ปฏิบัติ  เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคลไม่ใช่ของเกิดได้ในสาธารณะทั่วไป

                ทีนี้จะพูดถึงหลักความจริงแล้วมันจะกลับกันจากความเข้าใจของคนทั่วไป  คือ  ปริยัติ  เกิดมาจากปฏิเวธ  ปฏิเวธ  จะเกิดได้เพราะปฏิบัติ  ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่ถึงปฏิเวธ  ไม่มีปฏิเวธ  เมื่อไม่มีปฏิเวธ  คือไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็บัญญัติไม่ถูก  ( บัญญัติ  ก็คือปริยัติ   )  บัญญัติไม่ถูกก็ไม่มีปริยัติ  เมื่อพูดตามความเป็นจริงแล้วมันต้องเป็นอย่างนั้น

จาก  ๓๗.  ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

แสดงธรรม วันที่    ธันวาคม  ๒๕๑๖

ณ วัดหินหมากเป้ง  . ศรีเชียงใหม่  .  หนองคาย     รายละเอียดจาก  http://www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum37.html

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------