ครูจะต้องสร้างความฝันความหวังของเด็กให้เป็นความจริง

      เปิดเทอมวันแรกผมไปถึงโรงเรียนแปดโมงเล็กน้อย นั่นหมายถึงเช้าที่สุดของการไปโรงเรียนที่ผ่านมา แต่ก็ยังช้ากว่าผู้ปกครองหลายคนที่นำเด็กมาเข้าเรียนชั้น ป.1 ที่นั่งบ้างยืนบ้างตามระเบียงอาคาร โดยมีเด็กๆ อยู่ข้างๆ ทุกคนมองมาที่ผม

      "มาถึงแต่เช้าเลยนะครับ" ผมยิ้มและทักผู้ปกครองชายคนหนึ่งที่บันได เขาเพียงยิ้มตอบ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจับแขนชายคนนั้นแน่น มองผมตาแป๋ว พอผมหันไปยิ้มให้ก็หลบสายตาเอาหน้าซุกกับหลังผู้เป็นพ่อ ผมเอื้อมมือไปแตะผมเด็กหญิงคนนั้นเบาๆ แล้วเดินผ่านพวกเขาขึ้นไปบนอาคารเรียน

       ตอนนั้นประตูหน้าต่างโรงเรียนเปิดกว้างทุกบาน ซึ่งเป็นฝีมือของนักเรียนชั้น ป.4 พวกเขาจะมาตั้งแต่เช้าโดยไม่ต้องจัดเวรทำงาน นักเรียนชั้น ป.3 จะช่วยกันปัดกวาดพื้นห้อง ส่วนที่เหลือจะเก็บขยะรอบๆ บริเวณอาคารเรียน เสร็จแล้วถึงไปวิ่งเล่นหน้าอาคารเรียน เป็นอย่างนี้ทุกวันโดยผมไม่ได้บอก ผมตรงไปที่ตู้ไม้สองบานสูงเมตรครึ่งซึ่งมีเพียงหลังเดียวในโรงเรียน ตั้งอยู่ข้างโต๊ะครูธวัชหน้าชั้น ป.4 ตู้ไม้ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย ไม่มีการล็อคกุญแจ และไม่มีของหาย ผมค้นหาสมุดเบอร์สองและไม้บรรทัด พอได้ครบก็ปิดตู้ แล้วเดินไปที่โต๊ะตัวเองที่หน้าชั้น ป.1

      "พาเด็กมาที่ห้อง ป.1 ครับ" ผมร้องบอกผู้ปกครองค่อนข้างดัง ก่อนที่จะเดินถึงโต๊ะ พอสิ้นเสียงผม ผู้ปกครองก็นำเด็กเข้ามาในห้อง ผมให้เด็กเลือกที่นั่งตามชอบใจ โต๊ะนักเรียนสมัยนั้นชาวบ้านและผู้ปกครองเป็นคนทำ ส่วนใหญ่เป็นไม้กระดานแผ่นเดียวมีขาที่ปลายทั้งสองข้าง หากไม้กระดานยาวก็จะเสริมขาตรงกลาง ส่วนสูงของโต๊ะประมาณหนึ่งฟุต เด็กจะนั่งพื้นใช้ไม้กระดานเป็นที่รองกระดานชนวน

       หลังจากที่เด็กนั่งเรียบร้อยแล้ว ผมก็เรียกผู้ปกครองที่บ้างนั่งบ้างยืนบริเวณนั้นมาทีละคน ผมจดชื่อเด็กและชื่อผู้ปกครองทุกคนลงในสมุดเบอร์สอง หากรายใดมีทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านมาด้วย ก็จะบันทึกอย่างละเอียด ผู้ที่ไม่ได้เอาทะเบียนบ้านมาด้วยให้นำมาในวันหลัง หลังจากบันทึกเสร็จก็ให้ผู้ปกครองกลับบ้านได้

       "ครูธวัช ไม่มาเหรอวันนี้" ผู้ปกครองคนหนึ่งถามผมก่อนที่จะกลับ "ถ้าไม่มาครูอยู่คนเดียว คงเหนื่อยแย่"

       "ไ่ม่เป็นไรครับ" ผมรีบตอบ ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากห้อง ขณะนั้นเก้าโมงแล้ว เด็กชั้นอื่นๆ แทบทุกคนเข้ามาในห้องแล้ว ส่งเสียงพูดคุยกันดังลั่น มีเพียงเด็กชั้น ป.1 เข้าใหม่เท่านั้นที่นั่งเงียบ

        เป็นอันว่าเช้านี้ไม่มีเสียงแผ่นเหล็กถูกตีเป็นระฆัง ไม่มีเสียงเพลงชาติและสวดมนต์ เพราะสายแล้วแดดจัด ได้เวลาที่ผมจะต้องสอนนักเรียนแล้ว

        ผมเรียกชื่อนักเรียน โดยเริ่มจากชั้น ป.4 ชั้น ป.3 และชั้น ป.2 ปรากฏว่าเด็กอยู่ครบ ส่วนเด็กชั้น ป.1 ที่เข้าใหม่วันนี้ 8 คน รวมกับที่สอบตกไม่ได้ขึ้นชั้น ป.2 อีก 6 คน รวม 14 คน ผมไม่ได้เรียกชื่อเพียงแต่บอกว่า จะไปคุยด้วยทีหลัง เพื่อไม่ให้เป็นพิธีการเกินไป

        ผมเริ่มสอนโดยให้เด็กชั้นป.1 - ป.3 วาดรูปอะไรก็ได้ แต่ให้เงียบห้ามพูดคุยกัน แล้วผมไปสอนเลขชั้น ป.4 โดยเขียนโจทย์ระดับชั้น ป.3 บนกระดานดำเป็นการทบทวน แล้วให้เด็กทำแบบฝึกหัด หลังจากนั้นเข้าสอนเลขชั้น ป.3 และชั้น ป.2 ตามลำดับ ผมได้มาพูดคุยกับเด็กชั้น ป.1 เมื่อเกือบจะเที่ยงแล้ว แต่นั่นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเด็กได้คุ้นเคยกับเพื่อนๆ และสิ่งที่สำคัญคือคุ้นเคยกับเสียงผมที่เขาได้ยินตลอดเช้า ทำให้เด็กๆ ไม่กลัวผม ทุกคนกล้าที่จะพูดคุยกับผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

         ช่วงบ่ายผมใช้วิธีสอนแบบเดิม เพียงแต่เป็นวิชาภาษาไทย จนเกือบบ่ายสามโมงขณะที่ผมกำลังเล่านิทานให้เด็ก ป.1 และ ป.2 ฟัง ก็ได้ยินเสียงเด็กที่ขออนุญาตไปปัสสาวะ วิ่งขึ้นบันไดกลับมาพร้อมทั้งพูดว่า "ครูธวัช มาแล้ว" 

         ผมแปลกใจมาก ทำไมแกมาตอนนี้ แต่..เมื่อครูธวัชขึ้นมาบนอาคาร เดินมาหาผม ผมก็เข้าใจ

         "ไปอำเภอมา" ครูธวัชบอก "ผมได้รับคำสั่งย้ายไปอยู่โรงเรียนบ้านห้วยข่า....นี่คำสั่ง" แกยื่นซองหนังสือราชการให้ผม แล้วสั่งต่อว่า "อย่าลืมลงทะเบียนรับหนังสือนะ"

          ผมรับซองหนังสือราชการจากครูธวัช ซองถูกแกะแล้ว ผมดึงกระดาษในซองออกมาอ่าน

         "ผมจะมอบงานวันนี้เลยนะ" ครูธวัชพูดต่อ ในขณะที่ผมยังงงกับความเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน "มอบงานก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงลงชื่อมอบงานในสมุดหมายเหตุรายวันเท่านั้นเอง"

         หลังจากนั้นเราก็ปล่อยเด็กกลับบ้าน ครูธวัชบันทึกมอบงานให้ผมในสมุดหมายเหตุรายวัน เป็นการมอบงานที่ง่ายมาก เขียนหนังสือไม่กี่ตัว ไม่มีรายการเกี่ยวกับการเงินแม้แต่บาทเดียว ตะวันยังไม่ถึงปลายไม้การมอบงานก็เสร็จสิ้น ครูธวัชยิ้ม บอกลาผมด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข แล้วเดินออกจากหมู่บ้านคำบาก ไม่กลับมาอีกเลย

        ผมเดินกลับบ้านพักด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอก มันอ้างว้าง เดียวดาย เจือปนกับความไม่มั่นใจ ความหนักใจ เด็กเกือบร้อยคนฝากอนาคตไว้ที่ผมเพียงคนเดียว ผมจะทำให้เขาอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ได้เพียงใด มันคงเกินกำลังผมเป็นแน่แท้

        "ครู...ครูธวัชจะมาอีกไหม" เสียงเล็กๆ ดังขึ้นข้างทาง ทำให้ผมตื่นจากความคิดวิตกกังวล หยุดเดินและหันไปดู ผู้พูดเป็นเด็กผู้ชายชั้น ป.4 เขายืนอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งคนและเด็กผู้ชายอีกสองคน

         "ไม่มาอีกแล้วล่ะ" ผมตอบ

        "ครู..จะไปเหมือนครูธวัชไหม"  เด็กคนเดิมถามด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าหมอง ผมถอนใจ มองดูเด็กอีกสามคน เห็นแววตาเศร้า ที่กำลังมองผมด้วยความหวัง

         "ครูธวัชไปคนเดียว ครูยังอยู่" พอผมพูดจบเด็กๆ ต่างโห่ร้อง แล้ววิ่งจากไปพร้อมกับตะโกนว่า "ครูเทียน ยังไม่ย้าย ครูเทียนยังไม่ไป"

         ผมยิ้มให้ตัวเอง ความท้อแท้ที่มีก่อนหน้านี้หายไปสิ้น ความมุ่งมั่นที่จะสอนเด็กไม่ทราบว่ามาจากไหน ทะลักทะลวงใจผมจนแน่นคับอก ผมเป็นครูหน้าที่คือสอนเด็กให้เป็นคนดี มีความรู้ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ผมจะต้องสร้างความฝันความหวังของเด็กให้เป็นความจริง

อ่านต่อ ตอน 22. โห่หลังฝน......ล่าอีเก้ง