เราทำเวทีกระบวนการ Dialogue กันอีกครั้ง... ณ โรงพยาบาลยโสธร สำหรับวันนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่มาก ทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเราค่อนข้างๆ ดำเนินไปได้อย่างอบอุ่น...

ประเด็นที่เรานำมาสู่การสุนทรียสนทนาวันนี้ คือ "การเปิดประตูใจ สู่การงานและความเป็นมนุษย์"... เราเรียนรู้ผ่านเรื่อง "วัวร้องไห้" ที่กำลังถูกนำไปฆ่า เพื่อไปเป็นอาหารสู่ผู้คนมากมาย ในเวทีการเรียนรู้ของเรา ได้ครูมากมายหลายคน ที่บอกผ่านหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์สู่กันฟัง..

เรื่องราวใดใดก็ตาม..เราฟังกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม การรับรู้ของเราก็จะไม่เหมือนเดิม เพียงเราน้อมใจลงฟัง "เสียงภายใน" ของเราเราจะรู้ว่าเขารับรู้ในมิติที่ลุ่มลึกลงไปเรื่อยๆ..

จากเรื่องเล่า "วัวร้องไห้"...น้องอ๋อม พยาบาลแห่ง ICU อายุรกรรม ได้ถอดบทเรียนออกมาเปี่ยมด้วยคุณค่า ทำให้พวกเราที่ร่วมอยู่ในกระบวนการนั้นต่างนิ่งเงียบ  ซาบซึ้ง และชื่นชม...หลากหลายความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน... อ๋อมเปิดใจให้เราได้ร่วมเรียนรู้ด้วยกันว่า จากเรื่องเล่าดังกล่าวอ๋อมได้เรียนรู้อะไรบ้าง...

อ๋อมบอกว่า จากเรื่อง "วัวร้องไห้"...ได้เรียนรู้ว่า...

"สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ล้วนรักตัวเอง รักชีวิต ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายหรือฆ่าชีวิต

แม้ว่าจะไม่สามารถพูดสื่อสารได้อย่างมนุษย์เรา แต่ก็จะใช่ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เมื่อมีใครมาทำร้าย เมื่อถึงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงเวลาคับขันอย่างเช่นวัวตัวนี้ เมื่อรู้ว่าถึงอย่างไรเสียตนเองคงไม่พ้นที่จะต้องถูกฆ่าตายจากชาวไอริช เพชรฆาตผู้นี้ ถึงกระนั้น ถึงแม้ว่าจะทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าอย่างไรตนก็ต้องตาย

สุดที่จะอดกลั้นความกลัว การตายไว้ได้ มันเสียใจ และรู้สึกเจ็บปวดเป็นที่สุด

มันพูดไม่ได้ มันได้แต่จ้องหน้า และน้ำตาไหล เพื่อที่จะต่อว่าเพชรฆาตผู้นั้นเพราะระงับความกล้ำกลืนที่จะถูกฆ่าเหมือนสัตว์ตัวอื่นๆ มันร้องขอไม่ให้เขาฆ่ามันไม่ได้ มันเจ็บปวดในใจจนน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ซึ่งน้อยนักที่มนุษย์เราจะได้เห็นการแสดงความเจ็บปวดเช่นนี้ แม้แต่ชายเพชรฆาตชาวไอริชก็รู้สึกได้ และได้ทบทวนในที่สุดว่าเราไม่ควรจะเบียดเบียนชีวิตคนอื่น หรือแม้กระทั่งทำร้ายชีวิตคนอื่น เพื่อให้ตนเองได้เสพสุขเพียงอย่างเดียว ชีวิตคนอื่นหรือสัตว์อื่นก็มีค่า มีความหมาย รักชีวิตกลัวตายเช่นกัน"...

จากบทเรียนภายในที่น้องอ๋อมถ่ายทอดออกมา ... เชื่อมโยงไปสู่การงานในวิถีประจำวันของน้องอ๋อมว่า "นับตั้งแต่ได้เรียนรู้ และซึ้งลงไปในอารมณ์และความรู้สึกร่วมเผชิญหน้าต่อความตายของพ่อนั้น ทำให้น้องอ๋อมทุ่มเทการงาน และตั้งใจปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างใจที่ลึกซึ้งลงไป อ๋อมบอกว่า ผู้ป่วยที่นอนใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็ไม่ได้ต่างจากวัวตัวนี้นักตรงที่ไม่สามารถพูดบอกเล่าเป็นคำพูดออกมาได้ แต่สามารถสื่อสารในรูปแบบอื่นได้.. ด้วยหัวใจในเรื่องเผชิญอยู่ตรงหน้า"

ข้าพเจ้าต่อยอดความคิด จากน้องอ๋อมว่า...

"เพียงแค่เราน้อมใจลงเบาเบา รับฟังในความพยายามที่เขาสื่อสารต่อเรา ... เราจะเข้าใจซึ้งลงไปในใจของสรรพสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมากขึ้น การเยียวยากันและกัน มักเกิดขึ้นเสมอ เมื่อเราเปิดประตูใจของเรา...เปิดรับสิ่งต่างๆ อย่างไร้เงื่อนไข..."

กระบวนการนี้ข้าพเจ้าได้น้องหนิง - นีธารา...เป็นผู้ร่วมช่วยกระบวนการให้ได้ลื่นไหลและเคลื่อนไปสู่มิติการเยียวยากันและกันอย่างเนียนๆ... พี่จิ๊ - คุณประชุมสุข รองหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล ที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ นำพาน้องก้อยลูกสาว...เข้ามาร่วมกระบวนการเรียนรู้นี้ด้วย ... เภสัชกรจำปี ..มาด้วยความตั้งใจ เพราะ "ใจ" ที่ศรัทธาต่อการพัฒนาทางด้านมิติจิตวิญญาณ พี่ไลแม้ว่าจะติดภาระกิจหลายอย่างแต่ก็อยู่ร่วมกระบวนการเสร็จสิ้น ... พี่พจน์ - คนต้นแบบที่สอนแบบไม่สอนสำหรับข้าพเจ้ามาร่วมพลังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่า พี่อึ้งไม่เคยพลาดแถมนำกำลังใจมาแบ่งปันสู่สุขในกลุ่มได้อย่างประทับใจ น้องวา น้องเจี๊ยบ น้องดา และเพียงให้เรื่องราวดีดีบอกผ่านการเรียนรู้ของตนเอง และที่ประทับใจมาก พี่เจี๊ยบบอกว่าจะนำเรื่องเล่านี้ไปแบ่งปันสู่คนในครอบครัว... พี่แหม่มบอกว่า ผู้ป่วยนั้นล้วนเป็นครูสอนอะไรเรามากมายในการทำงาน และที่สำคัญการที่เราได้มีโอกาสเป็นผู้ป่วยเอง ทำให้เราเข้าถึงใจของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งขึ้น...พี่ปื๋อพูดสั้นๆ ว่า.. สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเรียนรู้เรื่องราวของความเป็นมนุษย์นี้ ทำให้ลูกสาวตัดสินใจเลือกเรียน "พยาบาล"...

 

----------------------------------

ขอบพระคุณทุกท่านที่น้อมนำให้เกิดการเรียนรู้ครั้งนี้

ถอดบทเรียนจากเรื่องเล่า

 6 มีนาคม 2552