บทความ
ติดตามการเกิดนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช
(ปรับปรุงครั้งที่ 2)
โดย กลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช
6 กุมภาพันธ์ 2552
เหตุผลที่ชุมชนชาวบ้านคัดค้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
พื้นที่อำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
(จากเวทีประชาชนในพื้นที่จำนวน 5 ครั้ง)
กระบวนการเคลื่อนไหวของชุมชนชาวบ้านในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาในพื้นที่อำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช อันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนของชุมชนต่อกรณีการเข้ามาของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ คือ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสิชลชุมชนแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยอมรับการพัฒนาโครงการดังกล่าว
โดยแสดงออกผ่านกระบวนการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อส่งผ่านความเห็นและจุดยืนดังกล่าว ผ่านตัวแทนการนิคมอุตสาหกรรมซึ่งทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขตอำเภอสิชล และยังแสดงออกด้วยการจัดสัมมนาและปราศรัยในพื้นที่ต่างๆเพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับโครงการนิคมอุตสาหกรรม
จากกระบวนการศึกษาข้อมูลและการประชุมทบทวนจากหลายฝ่ายและหลายวาระพบว่าการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางออกของการพัฒนาและความอยู่ดีกินดีของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้จากกระบวนการทบทวนและระดมความเห็นดังกล่าวชุมชนมีข้อสรุปถึงเหตุผลของการไม่ยอมรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมดังนี้
1. กระบวนการพัฒนาโครงการไม่มีความโปร่งใสตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นตามหลักเกณฑ์และหลักกฎหมาย
จากกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรม พบความไม่โปร่งใสและไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น เช่น กระบวนการศึกษาไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างทั่วถึงเพียงพอ โดยมีการคัดเลือกคนจำนวนน้อยมากเข้าร่วมในกระบวนการศึกษาและนำไปสู่บทสรุปว่าชุมชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมมีพฤติกรรมที่กระทำในทำนองนี้ทุกตำบลเป้าหมายของอำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา โดยประชาชนส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลการเป็นพื้นที่เป้าหมายของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเมื่อมีการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
2.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จะนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นการล่มสลายของระบบนิเวศ โดยเฉพาะระบบนิเวศป่าไม้และระบบนิเวศทางทะเล ทั้งนี้เพราะการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆอีกหลายสาขาซึ่งจะกระทบต่อระบบนิเวศอย่างร้ายแรง เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การขุดเจาะน้ำมันในทะเลนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศทางทะเลทั้งระบบซึ่งจะกระทบต่อแหล่งอาหารที่สำคัญและยังโยงใยไปถึงการประกอบอาชีพของชาวประมงซึ่งประชาชนมีการประกอบอาชีพนี้ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ทั้งนี้การทำลายทรัพยากรธรรมชาติหมายถึงการทำลายอาชีพของคนในพื้นที่ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งนี้เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่อาศัยฐานทรัพยากรในการประกอบอาชีพ
3. การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเป็นการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่
อำนาจทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่อำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลาล้วนอาศัยฐานทรัพยากรในพื้นที่เพื่อก่อให้เกิดรายได้หลักของครัวเรือน หากพิจารณาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะพบว่าจะเป็นการทำลายฐานทรัพยากรเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งชุมชนชาวบ้านไม่สามารถบริหารจัดการให้เกิดอำนาจทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้อัตราการจ้างงานจากการเกิดนิคมอุตสาหกรรมไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรในพื้นที่ได้ และยังไม่นับรวมถึงว่าการจ้างงานในนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นแรงงานขั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านจึงไม่มีสิทธิ์ในการเข้าสู่ระบบการจ้างงานได้ จึงเป็นได้แค่แรงงานขั้นต่ำเท่านั้น
โดยหากเปรียบเทียบรายได้ระหว่างการเป็นแรงงานรับจ้างกับการเป็นผู้ประกอบการเอง พบว่ารายได้จะแตกต่างกันอย่างมาก เช่นชาวบ้านกรีดยางได้วันละหลักพันถึงหลักหมื่น หรือการออกเรือทำประมงมีรายได้ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น เมื่อเทียบกับการเป็นแรงงานขั้นต่ำประมาณวันละ 200 บาท จึงไม่อาจเทียบกันได้เลยในเชิงรายได้ ชุมชนจึงเลือกที่จะดำเนินกิจกกรมทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรแบบเดิมและไม่เลือกแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมซึ่งจะทำลายฐานทรัพยากรของชุมชน
4. สภาพสังคมจะเสื่อมทรามและวัฒนธรรมจะสูญสลาย
การเข้ามาของการนิคมอุตสาหกรรมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่เพราะจะเกิดการอพยพเข้ามาของประชากรจากถิ่นอื่น นั่นหมายถึงว่า จะนำไปสู่การปนเปทางวัฒนธรรมและการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานบริโภคนิคม โดยไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมตามมาอย่างเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมตามมา ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งก่อสร้างทางกายภาพคือสิ่งที่แสดงถึงความหมายของวัฒนธรรมอันดีงาม เช่น วัด มัสยิด และสถานที่สำคัญอื่นๆในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะถูกทำลายหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงสภาพจนไม่อาจกลายเป็นแหล่งสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในพื้นที่ได้ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงว่าสถานที่ดังกล่าวคือสิ่งสำคัญทางด้านจิตวิญญาณที่ไม่สามารถละเมิดได้
5. หากมีการเอาแผ่นดินไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมแล้วจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่อาศัยและทำกิน
พื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ ที่ใช้สำหรับการสร้างนิคมอุตสาหกรรมทั้งในส่วนของโรงงานการผลิตและส่วนอาคารสำนักงาน เป็นพื้นที่มหาศาลซึ่งไม่สามารถหาพื้นที่ผืนใหญ่ขนาดนี้จากที่ใดได้อีกแล้ว ซึ่งหากมีการดำเนินการก่อสร้างจะมีผลต่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกินหากมีการโยกย้ายจากแผ่นดินผืนเดิม หากแม้นมีที่อยู่ใหม่แต่ที่ทำมาหากินไม่สามารถทดแทนได้ และที่มากไปกว่านั้นก็คือที่นี่เป็นแผ่นดินของปู่ย่าตายายซึ่งไม่อาจจากไปยู่ที่ไหนได้ แผ่นดินตรงนี้จึงมีคุณค่าสูงยิ่งทางด้านจิตใจ
6. การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นการทำลายแหล่งอาหารสุดท้ายของสังคมไทย
วิกฤติของโลกอนาคตคือวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งสังคมก็จะหลีกไม่พ้นเช่นกัน ทั้งนี้การพัฒนาอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีจะนำไปทำลายแหล่งอาหารที่สำคัญ โดยเฉพาะแหล่งอาหารที่เกิดจากทะเล และในอนาคตจะนำไปสู่การขาดแคลนอาหารหรือการนำเข้าอาหารสำหรับการบริโภคในประเทศ เพราะฉะนั้นการคัดค้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมของชาวบ้านในพื้นที่ จึงเป็นการยืนหยัดที่จะรักษาแหล่งอาหารเอาไว้ให้คนไทยทั้งหมด
7. การเกิดนิคมอุตสาหกรรมจะนำสู่วิกฤติสุขภาพที่ไม่อาจเรียกคืนได้
จากประสบการณ์การเกิดนิคมอุตสาหกรรมทั่วโลก พบว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ ทั้งนี้เพราะว่านิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถปล่อยสารพิษได้จำนวนมาก จากสถิติการเกิดโรคจากจังหวัดระยองพบว่าประชาชนที่นั่นมีสุขภาพที่ย่ำแย่มาก ปัญหาสุขภาพของชาวระยองมีค่าสถิติเฉลี่ยสูงกว่าทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นชุมชนที่นี่จึงต้องการมีชีวิตที่ปลอดภัยจากสารพิษและอยากหายใจเต็มปอดจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี
8. คนสิชล ท่าศาลาและคนนครต้องการกำหนดเองว่าเราจะมีการพัฒนาในรูปแบบไหน
ทรัพยากรธรรมชาติดำรงอยู่ที่นี่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมสั่งสมมาหลายอายุคน รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย สิ่งเหล่านี้คนพื้นที่ย่อมเข้าใจและตระหนักดีว่าควรจะมีการพัฒนาในรูปแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ชุมชนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะดำรงไว้ซึ่งสิทธิในการป้องป้องและกำหนดชุมชนให้สามารถสร้างประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมได้