โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือที่เรียกว่าเซาเทอร์นซีบอร์ด และโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย

บทความ

ติดตามการเกิดนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช

(ปรับปรุงครั้งที่ 2)

โดย กลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช

6 กุมภาพันธ์ 2552

1

ความเป็นมา

โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือที่เรียกว่าเซาเทอร์นซีบอร์ด  และโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือโครงการแลนด์บริดจ์  เกิดขึ้นตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย  แผนแม่บทนี้แบ่งเป็น 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 ช่วงปี พ.ศ.2523 ถึง 2531   มีเป้าหมายหลักคือการลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านปิโตรเคมี  ระยะที่ 2 ช่วงปี พ.ศ.2532 ถึง 2538   มีเป้าหมายหลักคือการสร้างมูลค่าส่งออกด้านปิโตรเคมี  ระยะที่ 3 เป็นช่วงเวลาต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2547 ถึง 2558 มีเป้าหมายหลักคือการขยายการผลิตให้เพิ่มมากขึ้นและจัดกลุ่ม CLUSTER การผลิตปิโตรเคมีให้เข้มแข็ง ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3 ดำเนินการอยู่แถบภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง  และ ระยะที่ 4 ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป  จะย้ายโรงงานต่างๆมาภาคใต้    เป้าหมายหลักคือการพัฒนาอุตสาหกรรมหลายประเภทให้สอดรับกับโครงการ LAND BRIDGE (สะพานเศรษฐกิจเชื่อมระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย) โดยมีเป้าหมายพื้นที่ ที่อำเภอสิชล อ.ท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องเตรียมการสร้างตั้งแต่เดี๋ยวนี้  พอถึง พ.ศ.2559 ก็เริ่มเดินเครื่องได้ 

 

ช่วงนี้ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ผลักดันโครงการเซาเทอร์นซีบอร์ดเต็มที่

                เหตุที่มีการเร่งผลักดันโครงการในช่วงนี้มากเนื่องจากมีเส้นตายที่ต้องย้ายจากภาคตะวันออกอยู่แล้ว  แต่ชาวบ้านไม่มีโอกาสรู้   ส่วนมากมารู้เอาก็ตอนทำเกือบเสร็จแล้ว  

ในวันที่ 10 เม.ย. 2551  ศสช. เสนอให้ย้ายพื้นที่นิคมอุสาหกรรมจากภาคตะวันออกไปที่แห่งใหม่ซึ่งก็คือพื้นที่เซาเทอร์นซีบอร์ดและแลนด์บริดจ์  และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบ

ต่อมาวันที่ 12 พ.ค. 2551 สศช. ได้รายงานนายกรัฐมนตรีถึงความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งมีสาระสำคัญ เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน อุตสาหกรรมเหล็ก การแปรรูการเกษตรและพืชพลังงาน    พร้อมทั้งเสนอแผนดำเนินงานระยะต่อไป 

ในวันที่ 13 พ.ค. 2551 นายกรัฐมนตรีเห็นชอบและเสนอเสนอให้ ครม. พิจารณา     

ส่วน กนอ. หรือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ลงมือปฏิบัติโดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินงานทั้งการศึกษาและการทำงานในระดับพื้นที่    เขาวางแผนดำเนินการไว้คือ พ.ศ. 2551 จะศึกษาความเป็นไปได้โดยเลือกพื้นที่เหมาะสมและออกแบบเบื้องต้น   พ.ศ. 2552-2553 จะศึกษา อีไอเอ ประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2554 จะออกแบบรายละเอียด พ.ศ. 2555-2559 จะลงมือก่อสร้าง   แล้ว พ.ศ. 2560-2590 จะเดินเครื่องจักรโรงงาน

 

ประเภทของอุตสาหกรรม

                นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวบริษัททีมฯซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาระบุว่าจะรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่[1] กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ อาทิ น้ำมันปาล์ม-ไบโอดีเซล ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป ซีเมนต์และยิปซัม ส่วนอุตสาหกรรมรองคืออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น น้ำมันเครื่อง จาระบี เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์พลาสติก ตลอดจนผลิตภัณฑ์เหล็กขั้นปลายที่พึ่งพาอุตสาหกรรมแปรรูปเหล็กขั้นต้นในภาคใต้ตอนบน[2]

 

ท่าทีของกลุ่มทุน

                ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2551 เป็นต้นมา  กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องได้แสดงท่าทีหนุนโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ภาคใต้มาก เช่น

                ในวันที่ 18 ธันวาคม 2551 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ได้พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหลังจากได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส.โหวตให้ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย  โดย ส.อ.ท.ได้เสนอรัฐให้สร้างมาตรการระยะกลางและยาวในข้อ 5) คือ การพัฒนาพื้นที่ เซาเทิร์นซีบอร์ด[3]

                ต่อมาไม่กี่วันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)เปิดเผยว่า จากการที่เปิดให้ผู้ประกอบการเหล็กต้นน้ำสำหรับ การผลิตเหล็กคุณภาพสูงยื่นแสดงเจตจำนงลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในไทยและสิทธิการรับเสนอ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2551 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ปรากฏว่ามีผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกใน 5 อันดับแรกแสดงความสนใจต่อบีโอไอ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท นิปปอนสตีล  บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น  บริษัท บาว  สตีล  (BAOSTEEL) จากประเทศจีน และบริษัท อาร์ซีลอร์ จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะใช้พื้นที่รายละไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 ไร่ ตอนนี้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) เต็มแล้ว จึงต้องหาพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด) ถือเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่จะดำเนินการ[4]   

                ต่อมาไม่นานประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กลุ่มทุนออกมาขู่สำทับรัฐบาลว่าถ้าโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดเกิดขึ้นไม่ได้ทุนกลุ่มปิโตรเคมีระยะที่ 4 จะย้ายไปดำเนินการในประเทศอื่น   เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า    เขายังบอกว่าการปลุกเซาเทิร์นซีบอร์ดรัฐบาลต้องเคลียร์เสียงต่อต้านจากชาวบ้าน [5]   

 

ท่าทีของรัฐบาล

                ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ได้บรรจุไว้ในนโยบายข้อ 4.2.2.6 ว่า รัฐบาลนี้จะ จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้วยอุตสาหกรรมที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

ขณะที่นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า  โครงการเซาเทิร์น ซีบอร์ด เป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการ เพราะถ้าโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น จะไม่มีพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมรายใหญ่ เพราะพื้นที่อีสเทิร์น ซีบอร์ด เต็มแล้ว และหากเซาเทิร์น ซีบอร์ดไม่เกิดขึ้นอาจจะทำให้การลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำไม่เกิดขึ้น[6]

และล่าสุด นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังมอบนโยบายให้ กนอ. ว่า เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เศรษฐกิจพิจารณา เซาส์เทิร์น ซีบอร์ด วงเงินลงทุนกว่า100,000 ล้านบาท ในพื้นที่ อ. ท่าศาลา อ.สิชล และ อ. นาบอน จ.นครศรีธรรมราช แบ่งเป็นพัฒนาพื้นที่และท่าเรือ 20,000-30,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการสร้างถนน ไฟฟ้า รถไฟ ประปา และสาธารณูปโภคอื่น เนื่องจากมีความสำคัญต่อภาคการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน  

ส่วนนางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราชนำร่องก่อนเพราะผลการศึกษาจากสศช.ระบุว่ามีความเหมาะมากสุดโดยที่ผ่านมา กนอ. ได้งบประมาณ  15 ล้านบาท ในคัดเลือกพื้นที่ และ การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่คาดว่าคาดว่าจะเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2552 โดยโครงการที่ลงทุนจะเป็นปิโตรเคมีและพลังงาน ส่วนโครงการเหล็กต้องรอผลศึกษาอีกครั้งหนึ่งก่อน[7]

 

  

พื้นที่ในการก่อสร้าง

การเลือกพื้นที่ตอนแรกพื้นที่อาจไม่ชัดเจน บริษัททีมฯซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาบอกว่าพื้นที่ที่เหมาะสมมี 5 ทางเลือก   ต่อมาได้เลือกพื้นที่ชัดเจนขึ้น   คือพื้นที่ชายทะเล 2 พื้นที่ที่ ต.กลาย อ.ท่าศาลา พื้นที่ 19,000 ไร่  กับ ต.ทุ่งปรัง อ.สิชลซึ่งอาจรวมถึง ต.สิชลด้วยพื้นที่ 19,000 ไร่   และพื้นที่ในแผ่นดินใหญ่คือ ต.แก้วแสน อ.นาบอน พื้นที่ 5,500 ไร่ และ ต.ท่าเรือ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี[8] 

                และล่าสุดในช่วงกลางเดือนมกราคม 2552[9]  มีการเปิดเผยผลการศึกษาของโครงการศึกษาความเหมาะสมของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ภายใต้การดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่บริษัททีมฯเป็นผู้ศึกษา  ว่าผลการศึกษาพื้นที่ทางเลือกท่าเรืออุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงนิคมอุตสาหกรรมหลังท่าเทียบเรือมีพื้นที่เหมาะสม 2 แห่งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสิชล ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล ขนาด 11,000 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมท่าศาลา ต.กลาย อ.ท่าศาลา ขนาด 12,600 ไร่ ส่วนพื้นที่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนิคมอุตสาหกรรมภายในแผ่นดินใหญ่ คือ นิคมอุตสาหกรรมนาบอน ต.แก้วแสน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ขนาดพื้นที่ 1,600 ไร่   



[1] หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8-10 ม.ค. 2552

[2] หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8-10 ม.ค. 2552

[3]หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

[4] เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 มค  2552     

[5] หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8-10 ม.ค. 2552

[6] เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 มค  2552     

[7] หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 15 มกราคม 2552

[8] บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจีเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3 โครงการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ มิถุนายน 2551.

[9] หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8-10 ม.ค. 2552