งบประมาณเพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ชาวอุดมศึกษามีนัดที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ เพื่อฟังคำชี้แจงการจัดทำงบประมาณปี 2553 และการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี ตลอดจนฟังคำชี้แจงเรื่อง "PART" มีเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับประเทศไทย คือ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำให้วงเงินงบประมาณปี 53 มีข้อจำกัดมากๆ งบประมาณจึงเพียงรักษาสถานภาพเดิมหรืองานประจำเท่านั้น งานใหม่ต้องจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมอย่างยิ่งจึงจะมีโอกาสได้รับการจัดสรร สำหรับอุดมศึกษาลำดับความสำคัญเหมือนกับลดน้อยถอยลง ทั้งที่เป็นมิติเกี่ยวกับข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์โดยตรง ท่านรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนดีมาก เรื่อง "PART" ก็มีความจำเป็นที่ต้องแสดงให้เห็นว่างบประมาณที่ใช้ ตอบโจทย์และวัตถุประสงค์ได้ตามประเด็นต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องทำค่าเป้าหมาย และตัวชี้วัดทั้งในระดับผลผลิต และผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างกัน  ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน เวลา และพื้นที่เป้าหมาย หลังจากนี้มีเวลาอีก 2 อาทิตย์ที่ต้องจัดทำให้เรียบร้อย ก่อนจัดทำเป็น พรบ.งบประมาณที่ต้องนำเสนอ ต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามลำดับ

บทเรียนเมื่อครั้งวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" พบว่างบประมาณของมหาวิทยาลัยถูกปรับลดลงอย่างมาก ใช้เวลา 5-10 ปีจึงได้รับงบประมาณเท่ากับก่อนเกิดวิกฤติ ผลจากครั้งนั้นทำให้ส่วนหนึ่งมหาวิทยาลัยใช้กลยุทธ์การเปิด หลักสูตรภาคพิเศษ หรือ ภาคสมทบมากขึ้น มองในแง่บวก ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ พอดำรงชีพอยู่ได้ ขณะเดียวกันต้องแลกมาซึ่งข้อครหา "เรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่" เป็นคำพูดที่สะเทือนใจ และสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของมหาวิทยาลัย ปีนี้ สกอ. กำหนดเป็นปีแห่งคุณภาพของอุดมศึกษา รวมทั้งมีแผนระยะยาวที่ดีเกิดขึ้น แต่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ คำถามคือ หากมหาวิทยาลัยกลับไปใช้กลยุทธ์เดิมที่เคยได้ผล และคาดว่าจะได้ผล สกอ.จะทำอย่างไร?