Self esteem กับ KM
           Self-esteem คือความเชื่อมั่นในตนเอง   ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า   ความมั่นใจในความเป็นตัวตนของตนเอง    เป็นลักษณะด้านบวก ด้านก่อคุณค่าของบุคคล    ต่างจาก ego (ความรู้สึกเป็น “ตัวกู” รู้สึกว่า “ข้าแน่”) ตรงที่ ego เป็นลักษณะด้านลบ    คนเราอาจมี ego สูง โดยที่มี self-esteem ต่ำก็ได้
            Self-esteem เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสุข (แบบปุถุชน)    ในทางจิตวิทยา คนที่ไม่มี self-esteem จะไม่มีความสุข    จะเป็นคนที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ยาก   จิตจะไม่สงบ    ถูกชักจูงไปในทางผิดได้ง่าย
           ผมมีความเห็นว่า KM กับ self-esteem เป็นทั้งเหตุและผลซึ่งกันและกัน    คนที่มี self-esteem สูงจะยอมรับนับถือคนอื่นได้ง่าย   คิดเชิงบวก   ชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จของคนอื่นได้ง่าย   ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากของตนได้ง่าย    ดังนั้นคนที่ self-esteem สูงจึงทำ KM ได้ดี    คนที่ self-esteem ต่ำจะทำ KM ได้ไม่ดี    แต่ถ้าอดทนบากบั่นร่วมทีม KM ไปสักระยะหนึ่ง self-esteem จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ 
           หลักฐานเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้คือ นักเรียนโรงเรียนชาวนา ของมูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี    การทำ KM ในการเป็นนักเรียนโรงเรียนชาวนาทำให้ self-esteem สูงขึ้นอย่างเด่นชัด    ยิ่งได้รับการยอมรับลงในสื่อมวลชน    ยิ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจ    ในวันที่ ๑๖ สค. ๔๘  จะได้ไปนำเสนอนิทรรศการถวายสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ    และคุณเดชา ศิริภัทร ถวายรายงานเรื่องโรงเรียนชาวนา ยิ่งทำให้นักเรียนโรงเรียนชาวนามีความปลาบปลื้มปิติ
           ในที่นี้ self-esteem เกิดจากความมั่นใจว่าตนเองสามารถเรียนรู้จากการทำนาของตนเองได้    สามารถสร้างความรู้ขึ้นใช้เองได้    มีความสามารถสังเกต เก็บข้อมูล และจดบันทึก สิ่งที่เกิดขึ้นในแปลงนา เอามาตีความเกิดความรู้ความเข้าใจที่เอาไปใช้ต่อได้    หลักฐานสำคัญที่สุดว่าความรู้ที่ตนสร้างขึ้นใช้ได้จริง ก็คือผลการลดต้นทุน  ลดเวลาและแรงงานที่ใช้ทำนา   มีเงินเหลือมากขึ้น  มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนมากขึ้น   และโรคภัยไข้เจ็บลดลง 
วิจารณ์ พานิช
๑๔ สค. ๔๘