ปุจฉา...?

เมื่อสองวันก่อน

มีเพื่อนพูดเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร !?

เราฟังแล้วก็ รู้สึกขัดๆ

ต่างก็บอกเล่าความทุกข์ตน

พร้อมโทษว่าเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวร

เลยนั่งรับชะตากรรมไม่ลุกขึ้นทำอะไรเลย

ฟังแล้วได้ลิ้มรส เรื่องปรุงแต่ง จนเห็นหน้าตาเจ้ากรรมนายเวร อย่างเข้มข้น

บ้างก็จุดธูปเทียนไหว้ว่า ไหว้เจ้ากรรมนายเวร มีข้าวสารอาหารแห้ง

บ้างว่าแผ่เมตตาให้ แต่เอให้ใคร ให้อะไร

เพราะปรุงแต่งเจ้ากรรมนายเวร จนมีตัวตนเสียขนาดนั้น

ฟังไปฟังมาก็งง ว่าแท้แล้วเจ้ากรรมนายเวรคือใคร อะไรกันแน่

หนัง ละคร ภาพยนต์ ก็ฮิต ชอบนำคำนี้ไปใช้ จนคนเด็ก คนโต เข้าใจเกินเลย

ตกลงคืออะไรแน่นะท่าน วานสอนคนรูน้อย......

บ้างว่าแท้จริงคือจิตเรานี้เองใช่หรือไม่

แล้วต้องทำอย่างไร

ตกลงคืออะไร คำนี้นะท่าน ???????????????????????????????????

(ที่มาจากบันทึก กราบขอบพระคุณเจ้ากรรมและนายเวร )


วิสัชนา...

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป...

คาถาบทนี้คือสัจธรรมในเรื่องของ "กรรม"

กรรม เป็นคำกลาง ๆ

กรรมนั่นหมายถึง "การกระทำ"

การกระทำของเรามีทั้งดี การกระทำของเรามีทั้งชั่ว

ทำกรรมดีก็ได้กรรมดี ทำกรรมชั่วก็ได้กรรมชั่ว

กรรมทั้งหลายที่เราทำแล้วแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง

กฏแห่งกรรม (Laws of Kamma) เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ มีเหตุ มีผล

การเชื่อเรื่องกรรม เรื่องเวร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นพื้น เป็นฐาน เป็นแรงที่จะสร้างศรัทธาในการละความชั่ว และทำความดี

แต่ทว่า... ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนต่อมาว่า เมื่อเชื่อเรื่อง "กฏแห่งกรรม" แล้ว จะใช้ปัญญาหรืออวิชชาแก้ไขปัญหาจากกรรมหรือการกระทำนั้น

คนเราในทุกวันนี้มีอวิชชามากกว่าปัญญา

คือมีกิเลสและตัณหาเป็นเครื่องบดบังปัญญาที่จะใช้หรือนำพาไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกรรมที่ตนได้กระทำไว้นั้น

จึงละทิ้ง ทอดทิ้งที่พึ่งหรือสรณะอันเกษมคือพระรัตนตรัย

หันหาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มองเรื่องกรรมเป็นเรื่องโชค เรื่องดวงไป

หรือแม้แต่เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ เป็นพุทธมามกะ ก็ยังไม่ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

ยังตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ กราบไหว้ บูชา ผีสาง เทวดา หรือแม้แต่กระทั่งเคารพนพนอบผู้ไร้ศีลซึ่งย่อมไร้ปัญญา สิ่งเหล่านี้เป็นอวิชชาในสังคม

สังคมทุกวันนี้วุ่นเพราะความรู้...

เพราะความรู้ทั้งหลายแฝงด้วยกิเลส ตัณหา และกามราคะ

คนเราเดี๋ยวนี้ใช้พระพุทธศาสนาหากินก็มาก

พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติศาสนาไว้เพื่อสร้างความร่ำความรวยให้กับใคร

แต่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอนให้สัตว์ทั้งหลายตระหนักและรู้โทษภัยใน "กฏแห่งกรรม" เพื่อที่จะละกรรมดำเสีย แล้วเจริญกรรมขาว

โดยหลักของการทำกรรมนั้นมีอยู่ 4 ประการด้วยกันคือ

1. ละ เลิก และทิ้งการกระทำหรือกรรมชั่ว คือ หากกำลังกรรมชั่วใด ๆ อยู่ก็ขอให้จงละเสียจากความชั่วทั้งปวงนั้น

2. ป้องกัน กาย วาจา และใจมิให้หลงไหล ใฝ่ฝัน กลับไปทำกรรมชั่วอีก

3. สร้างกรรมดี ใครยังไม่เคย ไม่ริ ไม่เริ่มทำกรรมดี ก็จงเริ่มสร้างกรรมดี ด้วยความดี และเสียสละ

 

4. หากใครทำกรรมดีอยู่เป็นนิจแล้ว ก็ขอให้ทำกรรมดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้เราจะมี "เจ้ากรรมดี และเจ้ากรรมชั่ว"

ด้วยปัจจัยนี้ เราจะมี "นายเวรดี และนายเวรชั่ว"

ใครชอบเจ้า ชอบนาย หรือ "เจ้านาย" แบบไหนก็เลือกได้ด้วยกรรมหรือการกระทำของตนเอง...

คนสมัยนี้ชอบบ่นว่าทุกข์ รู้ทุกข์แล้วแต่ไม่ยอมแก้

เหมือนกับคนรู้อยู่ว่าตัวเองป่วย แต่ไม่ยอมกินยา เพียงแต่ซื้อยามาแล้วก็ได้แต่อ่านฉลาก อ่านแล้วก็วาง วางแล้วก็บ่นว่า มียาแล้วทำไมไม่หายสักที

ยาเขามีไว้ให้กิน ไม่ได้มีไว้ให้อ่าน ให้พูด

เหมือนเด็ก ๆ ที่ซื้อหนังสือมามากมายแล้วเอามาหนุนหัว โดยหวังว่าจะให้ออสโมซิสเขาหัวสมองก็ปานนั้น

ธรรมะนั้นก็เช่นเดียวกัน

เรื่องกฏแห่งกรรม ถ้ารู้แล้วก็เป็นผลดี

พระพุทธองค์สอนในเรื่องเหตุให้เกิดกรรมไว้เป็นเอนกปริยาย

พร้อมกันนั้น พระพุทธก็ได้ทรงตรัสบอกถึงวิธีการแก้ไขเหตุแห่งกรรมนั้นไว้ด้วย

คนสมัยนี้มีบุญมาก แต่ก็มีกรรมชั่วมากด้วย

มีบุญมากคือ สามารถเข้าถึงธรรมะได้ง่าย และมากกว่าสมัยก่อน

ความรู้ พระไตรปิฏก มีคนทำแจก ทำเผยแพร่กันอย่างมากมาย

แต่ด้วยเพราะกรรมชั่วมาก จึงได้แต่ลูบ ๆ คลำ ๆ ธรรมะนั้นอยู่ตลอดทั้งชีวิต

โดยมุ่ง โดยหวังแต่ที่จะหาเงิน หาทอง มีครอบครัว แล้วจัดเรื่องธรรมะนั้นเป็นเรื่องท้าย ๆ ของชีวิต คือ "เอาไว้ตอนแก่" หรือบางคนก็แค่ "เอาไว้ตอนตาย"

ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วก็กินยาเสียเถิด

ยาก็มีหลายขนาน คนเดี๋ยวนี้เวลาปวดท้องแล้วไปเอายาแก้ปวดฟันมากิน กินอย่างไรก็ไม่หาย แล้วยังด่าคนขายว่ายาไม่ดี

หรือเวลาป่วยก็มัวแต่ไปจุดธูป จุดเทียน อ้อนวอนสิ่งศักดิ์ให้ช่วย

ทำบุญก็หวังแต่จะรอให้บุญให้กุศลรอยมาจากฟากฟ้านภาลัย

อ้างตนว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังพึ่งพาไสยศาสตร์และโชคลาง

ท่านทั้งหลายโปรดลบล้างอวิชชาด้วยปัญญาอันมีเหตุและปัจจัยจากกรรมดีเถิด

ขอให้ตั้งมั่นในการทำความดี ความเสียสละ ยังกุศลของตนและบุคคลรอบข้างให้ถึงพร้อม

วันใดเมฆหมอกแห่งอวิชชาลับตาไป ปัญญาอันสดใสย่อมยังแสงสว่างได้อีกครั้ง...