การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ในสถานศึกษา

จากการจัดการศึกษาที่ผ่านมาสังคมมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา  คุณภาพผู้เรียน  ว่าสถานศึกษาและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการศึกษาได้ผลิตผู้เรียน/นักเรียนที่มีคุณภาพระดับใด  ตอบสนองต่อสภาพสังคม  ความต้องการของสังคมหรือไม่  จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545   ได้กำหนดไว้ใน  มาตรา  4  วรรค 6  วรรค 7  และวรรค 8   เกี่ยวกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา  ดังนี้

มาตรฐานการศึกษา หมายถึง  ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ  คุณภาพ  ที่พังประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง  และเพื่อให้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริมและกำกับดูแล  การตรวจสอบ  การประเมิน  และการประกันคุณภาพทางการศึกษา

การประกันคุณภาพภายใน  หมายความว่า  การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาภายใน  โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง  หรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น

การประกันคุณภาพภายนอก  หมายความว่า  การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก  โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง  เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา

จากความหมายของการประกันคุณภาพ  เราจึงสรุปได้ว่า  การประกันคุณภาพเป็นการติดตามเพื่อตรวจสอบและประเมินผลคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  การประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและจากภายนอกจึงเป็นเสมือนการการันตีถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่งให้ชุมชน  สังคม  และประเทศชาติได้รับทราบ  ได้เกิดความมั่นใจ  เชื่อใจ  ไว้วางใจ  และเกิดความศรัทธาต่อกระบวนการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาองค์กรสู่ความเร็จต้องมีการปรับปรุงพัฒนาในจุดอ่อนหรือจุดด้อยขององค์กร  ในกรณีการประกันคุณภาพการศึกษาข้างต้นเมื่อพิจารณาจากผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่า  มีหลายมาตรฐานและหลายตัวชี้วัดที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ  ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุ  คือ  ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่มีความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา  เมื่อทราบสาเหตุแล้วว่าเกิดจาก          ความไม่รู้  ก็ต้องจัดการให้เกิดความรู้  โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้  (Knowledge  Management)  ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการจัดการความรู้ไว้ดังนี้

ดร.ประกอบ  ใจมั่น (http://www.nakhonsithammarat.go.th/web_52/datacenter/doc_download

/km_tr.pdf) ให้ความหมายของ การจัดการความรู้  ว่าหมายถึง  การบริหารจัดการเพื่อให้ คน  ที่ต้องการใช้ความรู้  ได้รับความรู้ที่ต้องการใช้ใน  เวลา  ที่ต้องการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำงาน

นพ.วิจารณ์   พานิช (http://www.dopa.go.th/iad/km/km_des.html#km2) ได้ให้ความหมายของคำว่า  การจัดการความรู้ไว้ว่าคือ  เครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่  1) บรรลุเป้าหมายของงาน   2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน  3)   บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ  4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

                นายแพทย์วุฒิชัย ธนาพงศธร (http://president.swu.ac.th/qa/content/e1225/e1363/index_th.html) ให้ความหมายของ  การจัดการความรู้  ไว้ว่า คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

         1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

         2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

จากความหมายของการจัดการความรู้ข้างต้น  สรุปได้ว่า  การจัดการความรู้  หมายถึง  การรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาจัดระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้  และพัฒนาตนเองเป็นผู้รู้  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานและองค์กร

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)  เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา  โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1.  การบ่งชี้ความรู้  เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการประกันคุณภาพการศึกษา  เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง     อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร  โดยการทำ  KM  Model  ดังนี้

KM  Model

รู้อะไร

ไม่รู้อะไร

รู้ว่า

Know  Area

“Explicit  Knowledge”

Unknow  Area

ไม่รู้ว่า

Hidden  Area

“Tacit  Knowledge”

Blind  Area

                จาก  KM  Model  จะทำให้เราทราบเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา  คือ

P    รู้ว่ารู้อะไร  ซึ่งเป็นการรู้ว่าเรามีความรู้/ทักษะใดบ้างเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา

P    รู้ว่าไม่รู้อะไรบ้าง  ความรู้/ทักษะใดบ้างที่เรายังไม่มีเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา

2.       เมื่อเรารู้ว่ารู้อะไร  และรู้ว่าเราไม่รู้อะไร  เราก็ดำเนินการสร้างและแสวงหาความรู้  เช่นการสร้าง

ความรู้ใหม่  แสวงหาความรู้จากภายนอก  รักษาความรู้เก่า  และกำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว  ในขั้นนี้เราสามารถใช้การแสวงหาความรู้จากภายนอกได้หลายวิธี  เช่น  การจัดอบรม  สัมมนา  โดยเชิงวิทยากรผู้มีความรู้ความสามารถมาบรรยายหรืออบรม/อบรมเชิงปฏิบัติการ  การศึกษาดูงานจากสถานศึกษาต้นแบบที่ประสบความสำเร็จและได้รับการรับรองคุณภาพการศึกษาจากการประเมินคุณภาพการศึกษา  เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาปรับปรุงพัฒนาและบูรณาการให้เข้ากับความรู้ที่เรามีอยู่

3.  การจัดความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นระบบ  เพื่อเป็นการวางโครงสร้างความรู้และเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4.  การประมวลและกลั่นกรองความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา  เช่น ปรับปรุงรูปแบบ

เอกสารการประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานและตัวชี้วัดให้เป็นมาตรฐานและมีความสมบูรณ์

5.  การเข้าถึงความรู้  เป็นการทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่าย   และสะดวก  เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์  โดยสถานศึกษาอาจจัดระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ดังนี้ 1) ระบบสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา  2) ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับผู้เรียน  3) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการ  และ  4) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ  เป็นต้น

6.  การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ภายในสถานศึกษา ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้  เทคโนโลยีสารสนเทศ  เช่น  สมุดหน้าเหลืองผู้เชี่ยวชาญ    คลังความรู้ทาง Internet   กรณีเป็น Tacit Knowledge  จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ และนวัตกรรม   ชุมชนแห่งการเรียนรู้  ระบบพี่เลี้ยง(Coaching)  การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว  เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา  เป็นต้น

7.  การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้   เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่   และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การจัดการความรู้ในองค์กรไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดจำเป็นต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย  ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ยกระดับความรู้ร่วมกัน  โดยใช้ทั้งจากคลังความรู้ภายในและความรู้จากภายนอกผ่านกระบวนการค้นคว้า  เลือกสรร  จัดเก็บ  จัดระบบ  และปรับปรุงให้เข้ากับความต้องการขององค์กรเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  ซึ่งต้องอาศัย  2P 2T  คือ  คน (People)  กระบวนการ (Process)   เครื่องมือ (Tool)   และเทคโนโลยี (Technology)

PPPPP

อ้างอิง

ประกอบ  ใจมั่น. การจัดการความรู้.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.nakhonsithammarat.go.th/web_52/

             datacenter/doc_download/km_tr.pdf

วิจารณ์   พานิช.  การจัดการความรู้.[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก:  http://www.dopa.go.th                      

             /iad/km/km_des.html#km2

วุฒิชัย  ธนาพงศธร.  การจัดการความรู้.[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: http://president.swu.ac.    

             th/qa/content/e1225/e1363/index_th.html

สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. การจัดการความรู้ในหน่วยราชการ.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:

              http://www.kmi.or.th/