นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕
ตอนที่ ๖
ตอนที่ ๗
ตอนที่ ๘ ตอนที่ ๙
ในตอนที่ ๙ นี้ เป็นเรื่องระบบวัฒนธรรมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมหรือการกระทำทั้งหมดของสถาบันและผู้คนภายในระบบ
เวลานี้เรามีวัฒนธรรมทั้งส่วนที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษา และวัฒนธรรมส่วนที่เป็นอุปสรรคหรือต่อต้าน หากจะปฏิรูปอุดมศึกษาเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปฏิวัติวัฒนธรรม ต้องกวาดล้างวัฒนธรรมเลวๆ ออกไปจากระบบ
วัฒนธรรมดีๆ ได้แก่วัฒนธรรมคุณภาพ วัฒนธรรมเรียนรู้ร่วมกับสังคม/ชุมชน วัฒนธรรม outbreeding วัฒนธรรมอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง วัฒนธรรมสร้างสรรค์จากความแตกต่างหลากหลาย วัฒนธรรมเน้นความสัมพันธ์แนวราบ เป็นต้น
วัฒนธรรมที่เลว ได้แก่ วัฒนธรรมกึ่งดิบกึ่งดี (mediocrity) วัฒนธรรมไม่มีความมั่นใจของตัวเองที่จะคิดกำหนดคุณค่าและคุณภาพของสถาบันเอง วัฒนธรรมอำนาจ วัฒนธรรมไม่อดทนต่อความคิดที่แตกต่าง วัฒนธรรมลิงหลอกเจ้า วัฒนธรรมแยกตัวจากสังคม วัฒนธรรมเอาเงินเป็นตัวตั้ง วัฒนธรรม inbreeding เป็นต้น
เรื่องวัฒนธรรมนี้ มีรายละเอียดมาก และมีการกระทำหลายอย่างที่ดาดดื่น ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษา ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งคือการรับอาจารย์ใหม่
ที่ถือปฏิบัติกันในสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่คือรับอาจารย์ปริญญาโทหรือตรี แล้วให้ทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก สภาพที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันก็คือ มีอาจารย์จำนวนหนึ่งไม่เก่งพอหรือไม่มีความพยายามเพียงพอที่จะเรียนต่อในสถาบันที่มีคุณภาพได้ จึงไปเรียนในหลักสูตรที่เรียนง่าย พอที่จะให้ตนเองได้มีปริญญาเอก และสถาบันก็ได้แต้มเพิ่มขึ้นว่ามีอาจารย์ระดับปริญญาเอกเพิ่มขึ้น ๑ คน จะเห็นว่าเรื่องนี้มีส่วนผสมของวัฒนธรรมเลวอยู่หลายเรื่อง
ผมมีความเห็นว่า จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ตั้งแต่บัดนี้ โดยระบุเลยว่าสำหรับอาจารย์ที่รับเข้าใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นไป จะไม่มีเงินทุนให้ไปเรียนต่อปริญญาเอก-โท ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ เงินค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างอาจารย์ปริญญาเอกทั้งหมดจะเทไปที่ทุนระดับปริญญาเอกสำหรับบัณฑิตจบใหม่หรืออาจารย์ที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่จะเป็นการแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่มีทุนพิเศษแก่สถาบันใดๆ ที่จะเอาไป “ถมบ่อ” หรือเกื้อกูลคนที่ไม่เก่งและไม่พยายามช่วยตัวเอง
เมื่อมีเงื่อนไขเช่นนี้ ก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตปริญญาเอกภายในประเทศ และจะต้องมีวิธีทำให้การผลิตปริญญาเอกภายในประเทศก่อผลสะเทือนด้านดีหลากหลายด้านให้แก่บ้านเมือง และแก่สถาบันอุดมศึกษา เรื่องนี้ทำไม่ยาก เพราะเรามีตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ คปก. อยู่แล้ว
ภายใต้เรื่องนี้ วัฒนธรรมเลวที่เราจะแก้ได้โดยปริยาย คือวัฒนธรรมรับอาจารย์ใหม่มารับหรือแบ่งเบาภาระงานสอนและงานประจำอื่นๆ ของอาจารย์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีผลให้คนที่รับมาเป็นคนที่เหมาะจะทำงานประจำ ไม่เหมาะต่องานสร้างสรรค์ และทำให้สถาบันนั้นวนเวียนอยู่ในสภาพ mediocrity
ย้ำนะครับว่าความเห็นของผม ไม่ได้บันทึกในฐานะประธาน กกอ. ทาง กกอ. จะมีมติอย่างไรขึ้นอยู่กับองค์คณะ ไม่ได้ขึ้นกับผมคนเดียว และความเห็นของผมอาจจะผิดก็ได้ และที่แน่ๆ ก็คือความเห็นของผมคนเดียวไม่ครบถ้วน ต้องช่วยกันมองหลายๆ มุม และผมต้องขออภัยที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงไม่สุภาพ หรือตรงไปตรงมา วัตถุประสงค์ที่เขียนเช่นนี้ก็เพื่อให้มันชัดเจนไม่อ้อมค้อม เพื่อประโยชน์ของการ ลปรร. ไม่ใช่เอามันหรือสะใจ
จะเห็นว่า ผมมีความเห็นต่อการเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเข้าไปจัดการที่ทรัพยากร เปลี่ยนเงื่อนไขของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมอุดมศึกษา
ท่านผู้อ่านมีคำแนะนำอะไรบ้างครับ ยินดีต้อนรับคำแนะนำที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของผมด้วยนะครับ
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๕๒
อาจารย์ครับมีเรื่อง ตลก(ร้าย) มาเล่าสู่กันฟังครับ เมื่อเกิดมีความขัดแย้งขึ้นในสังคมไทย มีหลายๆ ภาคส่วน พยายามหาทางออกให้สังคม อาจารย์ทราบมั้ยครับ ว่า บางที่เขาทำอย่างไร
ตอบ ก็ไปศึกษาถึงมรรควิธีของชาวเขาว่าเขามีมรรควิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ที่น่าตลกก็คือ คนที่ไปศึกษาความรู้จากชาวเขา นั้น ล้วนแล้วแต่จบ ปริญญาโท ปริญญาเอก (แต่ต้องไปศึกษา มรรควิธีของชาวเขาที่ ป.4 ก็ยังไม่จบ) เรื่องนี้สะท้อนอะไรของระบบการศึกษา? จัดว่าเป็นตลกร้ายได้หรือไม่?
ถ้ามองโลกในแง่ร้ายก็อาจจะอธิบายได้ว่า ความรู้ที่ร่ำเรียนกันมาในสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองและสังคมได้
ปัญหาก็คือหากทำการศึกษาแล้วจะยึดเอา โมเดล การจัดการความขัดแย้งของชาวเขา ซึ่งอยู่กันอย่างบริสุทธิ์/สังคมบริสุทธิ์ มาใช้แก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในสังคมเมือง ซึ่งอยู่กันอย่างเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา/สังคมกึ่งดิบกึ่งดี ได้หรือครับ???
นี่คือความล้มเหลว/ความจนแต้ม ของการศึกษาไทยใช่หรือไม่ครับ
คือล้มเหลว จนต้องไปเริ่มนับหนึ่งกับชาวเขาใหม่ :)
เรื่องที่ผมเล่าสะท้อนว่า บางทีเราอาจจะหาโมเดลทางการศึกษา หรือโมเดลทางการเรียนการสอนได้จาก ชาวเขาด้วยก็ได้
กวิน
นักวิชาการศึกษา
ขอให้สุขภาพแข็งแรง
เหมือนคุณยายในภาพน่ะค่ะ
แล้วคุณยายคนนี้ล่ะ อิอิ แข็งแรงด้วยมั้ยค่ะ