ตายอย่างหมดจด

ตายอย่างหมดจด

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วแม่ของเพื่อนสนิทคนหนึ่งเสียชีวิตในวัยแปดสิบเก้าเป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตก่อนตายเธอเตรียมกระเป๋าที่บรรจุข้าวของจำเป็นสำหรับงานศพเรียบร้อยล่วงหน้าสั่งเสียลูกหลานพร้อมสรรพ บอกว่าหากไม่หายใจก็ไม่ต้องเจาะคอหากหัวใจหยุดเต้นก็ไม่ต้องปั๊มพ์กลับมา


แล้วก็จากโลกไปอย่างสงบลูกหลานก็จัดงานศพเรียบง่ายแบบคริสต์กลับคืนสู่พระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าในความเชื่อของเธอ

ย้อนหลังไปเมื่อสองปีก่อนท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์สุภาพสตรีผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมืองของเราจากโลกไปอย่างสงบในวัยเก้าสิบห้าก่อนตายร่วมสิบปีสั่งเสียให้จัดงานศพแบบเรียบง่ายที่สุด นั่นคือไม่มีงานศพ!ไม่มีการสวดอภิธรรม ไม่รับเงินบริจาค ไม่รับดอกไม้ ศพมอบให้นักศึกษาแพทย์เรียนและไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น

ย้อนหลังไปเมื่อสิบหกปีก่อนท่านพุทธทาสภิกขุสั่งเสียก่อนตายว่า เมื่อท่านสิ้นใจศพของท่านก็นำลงในโลงไม้โดยไม่ฉีดยารักษาสภาพศพ ให้เผาศพท่านอย่างเรียบง่ายไม่ต้องมีเมรุ เพียงขึงผ้าผืนเดียวแทนหลังคา ไม่ต้องสวดอภิธรรม ไม่มีงานพิธีเผาศพบนกองฟืนง่ายๆ

ดูเหมือนว่าคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตยิ่งมากยิ่งเข้าใจความสวยงามของความเรียบง่ายของชีวิต

ในโลกที่มีมนุษย์หกพันกว่าล้านคนหาคนที่สามารถตายได้อย่างหมดจดสวยงามเช่นนี้ไม่ง่ายเลย

แน่นอนเราไม่อาจเลือกประเภทการตายได้คนจำนวนมากตายอย่างทรมานด้วยโรคร้ายที่รุมเร้านานปีอีกไม่น้อยตายตาไม่หลับเพราะยังกังวลเรื่องโน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่เราอาจเลือกวิธีการจากโลกไปได้ -ไปแบบพร้อมหรือไปแบบไม่พร้อม

ไปแบบพร้อมคือไปเสียตั้งแต่วันนี้

เมื่อไปแล้วเสียแต่วันนี้การอยู่ในโลกในเวลาที่เหลืออยู่คือการอยู่ 'เหนือโลก' และเวลาเหลือที่อยู่ในโลกคือโบนัส
มองแบบนี้ ทุกนาทีในโลกก็คือกำไร

 ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือชาวคริสต์ หรือศาสนาใดๆก็สามารถจากชีวิตนี้ไปอย่างมีสติและสงบเพราะสาระหลักของชีวิตก็คือการได้ใช้ชีวิตจริงๆและอิ่มกับการมีชีวิต

สิ่งหนึ่งที่ผู้รอดชีวิตจากอุบัติภัยร้ายแรงเห็นตรงกันก็คือความรู้สึกว่าเวลาที่เหลือในโลกคือกำไรและรู้สึกอิ่มเอิบกับทุกนาทีที่มีอยู่

และจะมีวิธีผ่านวันเวลาใดที่ดีไปกว่าการผ่านวันเวลาด้วยการรู้คุณค่าของเวลานั้น?

เมื่อถึงเวลาจากโลกจริงๆก็ไม่รู้สึกว่ายังไม่ได้ทำหลายเรื่องเพราะพร้อมจะละสังขารไปได้ทุกเมื่อมาตั้งนานแล้ว


และเพราะเข้าใจว่าความตายที่ดีไม่ใช่เป็นเรื่องที่เศร้าสลดหรือต้องไว้ทุกข์

ครั้งหนึ่งโยมคนหนึ่งถามหลวงปู่ดูลย์อตุโล ว่า คนเราควรไว้ทุกข์คนตายกี่วัน

ท่านตอบว่า "ทุกข์ต้องกำหนดรู้เมื่อรู้แล้วก็ให้ละเสีย ไปไว้มันทำไมเล่า?"


วินทร์ เลียววาริณ

วันแห่งความรัก
14 กุมภาพันธ์ 2552