ชื่อรายงานเรื่อง รายงานการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน
งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง”สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดคูหาสุวรรณ (วันครู 2504)
ชื่อผู้รายงาน นายไพโรจน์ เรืองคำ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ปี ปีการศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้านงานประดิษฐ์
และเกษตรพอเพียง” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ศึกษาผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 70 และเพื่อประเมินผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดคูหาสุวรรณ (วันครู 2504) อำเภอเมืองสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 จำนวน 29 คน ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม
ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” โดยการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง”
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. การศึกษาผลการใช้หนังสือหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง ให้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดคือร้อยละ 70 ดังนี้
2.1 ผลการทดสอบหลังเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2.2 การทดสอบค่าที (t – test) เปรียบเทียบกับเกณฑ์ทีกำหนด แบบOne Sample
2.3 ผลการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนระหว่างเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ และ
ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. การประเมินผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง โดยการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เรื่อง โดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
1. การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยการหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) พบว่าประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” สูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด คือสูงกว่า 80/80 แสดงให้เห็นว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติมนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี
2. การศึกษาผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ร้อยละ 70 ดังนี้
2.1 ผลการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนระหว่างเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย
ค่าเฉลี่ยร้อยละ และ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่านักเรียนได้ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีค่าเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 70 ความรู้ ความเข้าใจ และพฤติกรรมนักเรียนในขณะปฏิบัติกิจกรรมใกล้เคียงกัน
2.2 ผลการทดสอบหลังเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ และ
ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่านักเรียนได้ค่าเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนมากว่าร้อยละ 70
ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถของนักเรียนใกล้เคียงกัน ความแตกต่างระหว่างเรียนมีน้อย
2.3 การทดสอบค่าที (t - test) เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือค่าเฉลี่ย
ร้อยละ 70 แบบ One Sample พบว่าค่าเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ
สูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียน
ก็สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือสูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นกัน
3. การประเมินผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” โดยการประเมิน
ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชุด “เรียนรู้งานบ้าน งานประดิษฐ์และเกษตรพอเพียง” โดยการหาค่าเฉลี่ย และ
ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวม อยู่ใน
ระดับมากที่สุด ความพึงพอใจของนักเรียนใกล้เคียงกัน