วิวาทะ...
วันนี้เราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาเขียนว่า
ต้นไม้อาจจะมีทวารเช่นปากใบนับพันนับหมื่นที่ใช้หายใจ
แต่ทวารของต้นไม้ใช้เพื่อการดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น
ไม่ใช้เพื่อกิเลสตัณหา
เราอ่านข้อความนี้แล้ว ก็รู้สึกแรกว่าอดสูใจ แล้วตามด้วยซาบซึ้งกับสิ่งที่ธรรมชาติสอนเราแต่เราไม่ยอมรับฟังเลย คนหนอคน ทำให้มีกำลังใจ ความเข้าใจ ที่จะพากเพียรภาวนาต่อไป
(ที่มาจากบันทึก หมากเหลือง (Dypsis lutescens) )
ถูกต้อง ๆ ต้นไม้มีอย่างไรเขาก็กินอย่างนั้น...

มีอย่างดีเขาก็กินอย่างดี มีอย่างเลวเขาก็กินอย่างเลว
เขามีหน้าที่กินก็กิน
อยู่ตรงนั้นมีอะไรให้กินก็ต้องกิน
ถ้าไม่พอใจจะเดินไปไหนมาไหนก็ไม่ได้
แตกต่างกับเรา...
ไม่พอใจอันนี้ก็วิ่งไปหาอันนั้น ได้แล้วก็อยากได้อีก ได้หนึ่งไม่พอขอสามสี่ห้า
กินอิ่มแล้วก็ยังเก็บ เก็บจนล้น เก็บจนเน่า
ต้นไม้ เขารู้จักปรับตัวเขาหาธรรมชาติ ณ ปัจจุบันขณะที่เขาอยู่
แต่ตัวเรา รู้จักแต่ปรับธรรมชาติเข้าหาเรา ณ ปัจจุบันขณะที่เราอยู่
อีกทั้งมิเว้นวายห่วง กังวล วิตก วิจารณ์ ถึงอนาคตต่าง ๆ
จึงต้องสร้าง ต้องทุบ ต้องทำลาย ปรับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ "ตัวเรา"
ต้นไม้เขาไม่มีน้ำ เข้าหน้าแล้ง เขาก็ผลัดใบ
เมื่อมีน้ำ ได้ฝน เขาก็ผลิใบออกมาใหม่
มีอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่มีก็ไม่ทำ
ต้นไม้นั้นดูท่าทางจะมีความสุขมากกว่าเราเสียอีก
ไม่ต้องวุ่นวาย สับสน วิ่งไปโน่น เดินไปนี่ หาเงิน หาทอง หาทุกข์ เหนื่อยแล้ว เหนื่อยอีก
ถ้าหากต้นไม้พูดได้ เขาก็คงมองดูเราอย่างสังเวชแล้วพูดว่า "โอ้หนอ มนุษย์นี่วุ่นวายจริงแท้..."
แล้วเขาก็สลดปลดปลงสังเวช สูดอากาศอันบริสุทธิ์ รับแสงแดดเพื่อสังเคราะห์สารคอโรฟิลด์ตามหน้าที่ของเขาต่อไป

เขาปล่อยวาง ไม่ยุ่งกับเรา
แต่มีเราที่คอยจะไม่ยุ่งกับเขา
อุ๊ย... โน้นไม่สวย นี่ไม่สวย ไอ้นั่นก็เกะกะ ไอ้นี่ก็เกะกะ ตัดโน่น แต่งนี่ ตัดแขน ตัดขาของเขาไปเรื่อย ตามเรื่องตามราวของคนที่ไม่รู้จักความพอใจ
แต่ทว่า เราจะตัด จะแต่ง จะทำอย่างไร ต้นไม้เขาก็ไม่ว่า
เราจะย้าย จะขุด จะถอน เขาก็เฉย
ถ้าเขาอยู่รอดได้ เขาก็อยู่
เขาอยู่รอดไม่ได้ เขาก็ไป
เมื่อไปแล้ว ลำ ต้น ดอก ไม้ ก็ยังมี ยังได้ใช้ เป็นฟืนบ้าง เป็นปุ๋ยบ้าง "มีประโยชน์"
แต่ร่างกายมนุษย์ที่มักเรียกตนว่าประเสริฐนี้ ไฉนเลยครั้นเมื่อตายและทอดทิ้งร่างลงเหนือแผ่นดินแล้ว รังแต่จะสร้างภาระ ความลำบาก คงเหลือไว้แต่โทษหาประโยชน์มิได้
เหนือสิ่งอื่นใด โอกาสอันประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนานั้นดีแท้
ขอให้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ยังกุศลของตนและบุคคลอื่นให้ถึงพร้อม
แล้วชาตินี้ อัตภาพนี้จะทรงคุณแก่ตนได้อย่างเอนกอนันต์...

ใช่หากต้นไม้นี้มีชีวิต คง พูดกับเรา(คน)ว่า นี่คน นี่คน พวกเจ้านี่โง่ดีแท้นะ
ใช่ เราก็ว่าเช่นนั้น
บางทีเราดูต้นไม้ มีรากหยั่งลงดิน ส่วนโผล่พ้นดินจะโดนพายุ อย่างไรมันก็พังยับเยินไปตามสภาพ แต่มันก็ยังหยัดยืน อยู่ได้ ไม่โอดครวญด้วย มันก็ซ่อมแซม ผลัดใบ หมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ ยังชีวิตขึ้นมาใหม่ได้
แต่คนนี่ดิ เจอไรนิดไรหน่อยโอดครวญ โกรธ กัน พ่นกิเลสใส่กัน
ต้นไม้ดิอยู่ด้วยกันทั้งป่ายังไม่เห็นมีปัญหา แถมบางต้นพึ่งพิงกันอยู่เกาะเกี่ยวกันอย่างอบอุ่นได้อีกด้วย
เป็นมนุษย์มีจิต มีปัญญา เสียเปล่า อายต้นไม้
ไงไงชีวิตนี้จะขอนำสิ่งประเสริญที่มีมากกว่าต้นไม้นี้ หมั่นภาวนา
น่าสนใจ เรื่อง ทวารทั้งหก ของคน
ต้นไม้มีทวารเยอะแยะ มันนิ่งสุ้ทนลม ท้าแดด ตระหง่านอยู่ได้
แต่คนแค่หกทวาร ตา หุ จมูก ลิ้น กายใจ ก็ จะแย่แล้ว ไม่ทันตัวเอง
อ่านหนังสือเรื่อง ของพระใบลานเปล่า
เขาเล่าประมาณว่า (ขออนุญาติยกมา)
ยากที่จะอบรมให้เกิดสติระลึกรู้ได้ทันอารมณ์ที่ปรากฎทางทุกๆ ทวาร
ตัวอารมณ์ที่เป็นรูปปรมัตถ์ ซึ่งปรากฎทางกายทวาร คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฎฐัพพะ
เป้นสิ่งที่รู้ได้ยากและปรากฎให้รู้ได้ด้วยวิญญาณจิตเพียงครั้งละ 1 ขณะจิต เท่านั้น
บ่อยครั้งมากที่จิตยังไม่ทันรับ พิจารณา ตัดสินและเสพอารมณ์ ก็มีอารมณ์อื่นแทรกเข้ามาทางทวารเดิมหรือทางทวารอื่นๆอีกแล้ว
ดังนั้น
การตามรู้อารมณ์ที่เกิดทางมโนทวารที่เดียวเป็นงานที่น้อยกว่ากันมาก = วิปัสสนา ภาวนา
ส่วนหนึ่ง จากเรื่องของพระใบลานเปล่า
อรรถกถาธรรมบท เรื่องของพระเถระโปฐิละ
: พระมหาเถระลุยลงน้ำพอชายจีวรเปียกสามเณรก็เรียกท่านให้กลับมา แล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ในจอมปลวกแห่งหนึ่งมีช่องอยู่ 6 ช่อง มีเหี้ยเข้าไปอยู่ภายใน บุคคลผู้ประสงค์จะจับมัน พึงอุดช่องทั้ง 5 ทำลายช่องที่ 6 แล้วจึงจับเอา
แม้นท่านก็จงปิดทวารทั้ง 5 จงเริ่มตั้งกรรมฐานไว้ในมโนทวาร" สามเณรกล่าวเพียงเท่านี้ ท่านพระโปฐิละก็เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง ในหนทางปฎิบัติทันที
เราอ่านเรื่องนี้แล้วสนุกดี ได้อะไรมากเช่นกัน
ต้นไม้ทั้งหลายถึงแม้นว่าจะยืนอยู่ต้นใครต้นมัน แต่กิ่งของเขาก็ต้องโน้มเข้าหากันฉันใด
มนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายก็ฉันนั้น
ย่อมต้องยืนอยู่ด้วยตัวของตัวเอง และจักต้องรู้จักโน้มตัวของตัวเองเข้าหากัน ดั่งเช่นต้นไม้ในธรรมชาติ
การโน้มสรรพสิ่งเข้าหาตัวนั้นมิใช่ของสัตว์ที่สมมติตนว่าประเสริฐเลย
การกระทำที่ประเสริฐ คือ การรู้จักปรับตน ดำรงตนอยู่ด้วยการไม่เบียดเบียนสรรพสิ่งหรือแม้กระทั้งกายและใจของตนเอง
อันทิฏฐิมานะ นั้นเป็นหลุมพรางแห่งผู้ที่สมมติและยกตัวว่าเป็น "บัณฑิต" ทั้งหลาย
หลงในความรู้ เมาอยู่ในทฤษฎี หลักการ
ธรรมะนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติ
ผู้ที่อ่านและท่องจำพระไตรปิฏได้ทั้งเล่มนั้น มิได้หมายความว่าจักรู้แจ้งธรรมะได้เลย
พระพุทธองค์มิได้สรรเสริฐใครว่าเป็นพระ เพราะเหตุด้วยนุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์
พระพุทธองค์มิได้ทรงยกย่องใครว่าเป็นพระเถระ เพราะด้วยเหตุว่ามี "หงอก" อยู่บนศรีษะ
คนที่บวชมาจนอายุร้อย พรรษา ๘๐ หากมิได้มีคุณธรรม ก็มิชื่อได้ว่าเป็นศิษย์ของตถาคตเลย
หากแต่สามเณร ผู้ที่ตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ น้อมนำคำสอนแม้เพียงหนึ่งมาพิจารณาให้ท่องแท้ บุคคลเช่นนี้แลจึงได้ชื่อว่าเป็นศิษย์แห่งตถาคต เพราะมีปัญญาอันรู้แจ้งและเห็นธรรม...
สวัสดีค่ะ ชอบต้นไม้ค่ะ...
ต้นไม้นั้นดูท่าทางจะมีความสุขมากกว่าเราเสียอีกไม่ต้องวุ่นวาย สับสน วิ่งไปโน่น เดินไปนี่ หาเงิน หาทอง หาทุกข์ เหนื่อยแล้ว เหนื่อยอีก
จริงด้วยนะคะ....
เอาต้นไม้มาฝากค่ะ...
สาธุ
ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนสวยงาม
ธรรมชาติของกายเราล้วนสวยงาม
ธรรมชาติแห่งจิตเราย่อมสวยงาม
ท่านทั้งหลายโปรดเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตด้วยกายนี้เถิด
กายที่ได้อัตภาพอันประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษยืและพบพระพุทธศาสนา
นำกายนี้เป็นเครื่องพึ่งพา ล่วงจากสังสารวัฏตัดทุกข์พลัน...