HEART is sacred
Sacred Heart Hospice เป็นสถาบัน palliative care ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ให้การบริการ comprehensive rehabilitation services และการดูแลโดยเฉพาะคนไข้โรคมะเร็งแบบองค์รวม
Sacred Heart hospice บริหารจัดการเป็นส่วนหนึ่งของ St Vincent & Mater Health Sydney Hospital มี contract ต่อ New South Wales Health Services Act ซึ่งตัว sacred heart hospice เองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกิจกรรมทางศาสนาคริสต์ ก่อตั้งโดย the Sisters of Charity มาตั้งแต่ 1890 แล้ว จากเริ่มแรกสุดมีแค่ 12 เตียง จนกลายเป็น 65 เตียง ดูแลคนไข้ palliative care และ rehabilitation ประมาณ 800 คนต่อปี เป็นการดูแลครบทุกมิติของ health คือ การควบคุมดูแลอาการทางกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ
งานที่สำคัญของ Sacred Heart Hospice ก็คือเป็นจุดเชื่อมโยงให้เกิดการก่อตั้งการบริการชุมชน (community service) จนกระทั้งเกิดเป็น interdisciplinary level ในชุมชนได้ กิจกรรมเกือบทุกอย่างที่ทำใน hospice ณ ขณะนี้่สามารถทำได้ที่บ้านเช่นกัน ก็เพราะเครือข่ายชุมชนที่ว่านี้เอง เป็นรากฐานของการเกิดชุมชนที่เปี่ยมศรัทธา ความหมาย และเข้มแข็งขึ้น
Dr Meera Agar ซึ่งเป็น supervisor ของผมได้ติดต่อ Dr Philip Macaulay เป็น consultant palliative care อยู่ที่ Sacred Heart Hospice ว่าผมมาจากเมืองไทย อยากจะดูงาน Dr Philip ก็ email ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ allocate slot ให้ผม 5 วันที่จะไป attend ที่ Sacred Heart Hospice
ผมต้องเดินทางจาก Braeside Hospital ไปยัง Sacred Heart ซึ่งไม่ค่อยจะ straight forward สักเท่าไร Dr Philip นัด 8.30 น.ที่ รพ. ผมต้องนั่งรถ taxi จาก braeside ไปยังสถานีรถไฟ Fairfield ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10+ นาที (ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้ แต่จะใช้่เวลา 30 นาที แถมมาชั่วโมงละคัน น่าหวาดเสียวมาก) หลังจากนั้นนั่งรถไฟไปลงที่ Town Hall station ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ต่อรถไฟอีกสายไปลงที่ King Cross ไม่นาน แค่ 5 นาที แต่ต่้องเปลี่ยน platform นิดหน่อย มาถึง King Cross จะต้องเดินลงมาทาง Darlinghurst Road อีกประมาณ 500 metres ถึงจะถึง Sacred Heart Hospice วันแรกนี่ยังไม่รู้จักที่ด้วย ตกลงก็เลยตื่นแต่ตีห้าครึ่ง โทรไปเรียก taxi ให้มารับ 6.20 น. ขึ้นรถไฟเที่ยว 6.44 น. ไปถึง Town Hall ประมาณ 7.30 ต่อไปลง King Cross ถึง 7.45 น. เดินมาอีกประมาณ 15 นาทีก็มาปรากฏกายอยู่หน้า Sacred Heart Hospice โดยสวัสดี
ผมเข้ามานั่งรอที่โซฟา ยังไม่กล้าเดินไปหาเพราะยังเช้า ก่อนเวลานัดเยอะ จน 8.15 ถึงค่อยเข้าไปแนะนำตัว แล้วก็ถูกส่งไปอีกห้องนึง เป็น community office ที่ทำ Day Centre
ปรากฏว่าเช้าวันนั้น Dr Philip มาถึงช้าเล็กน้อย เพราะนัดหมอฟันไว้แต่เช้าอีกที่หนึ่ง ปรากฏว่าหมอฟันเบี้ยวเสียนี่ แกนั่งรออยู่ตั้งนาน ในที่สุดก็เลยออกมาก่อน พอมาพบผมก็ขอโทษ ขอโพยยกใหญ่ที่ทำให้รอ (ซึ่งก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไร ปรากฏว่าใน hospice นี่ มี library ที่ผมสามารถ access database journals อะไรต่างๆได้เยอะแยะไปหมด นั่งอ่านไปอย่างเพลิดเพลิน แถมเลขาของ Philipn ยังยกชาและแครกเกอร์มาให้ผมทานอย่างหนำใจ)
ตอนนี้ก็คำนึงถึงจุดแข็งของเขาได้อีกอย่างหนึ่ง ทั้งที่ Braeside hospital และที่นี่ Sacred Heart hospice ต่างก็มีห้องสมุด ที่ link intranet เข้ากับ NSW Health Service ซึ่งให้ online database ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ สามารถสืบค้น evidence-based ที่ดีที่สุดในการดูแลคนไข้ได้อย่างทั่วถึง journal บางเล่มที่สอง hospices นี้เข้าไปได้ และอ่าน fulltext ได้ ที่ ม.อ. ยังไม่มีก็มีเต็มไปหมดเลย แสดงถึงความสำคัญที่เขาได้ทุ่มเท resource ในด้านนี้ชัดเจน หนังสือที่เป็น hard copy ก็อยู่เต็มไปหมด มีร่องรอยการเปิดใช้ ไม่ฝุ่นจับสักเท่าไร ในห้องสมุดเลยเข้าไปนิดเดียว มีโต๊ะยาวนั่งได้ประมาณ 20 คน เก้าอี้ล้อม เป็นลักษณะการจัด meeting พูดคุยแลกเปลี่ยน ระหว่างที่ผมนั่งรอ Dr Philip ก็พบว่า community nurse และกลุ่มคนของเขา เข้ามานั่งคุยเรื่องการดูแลคนไข้กันแบบ dialogue คือ relax และไปเรื่อยๆ น่าประทับใจบรรยากาศวิชาการ และบรรยากาศการเรียนรู้ของเขาจริงๆ
Dr Philip เดินพาผมไปทำความรู้จักกับคนแผนกต่างๆ ที่ตั้งใจว่าในห้าวันที่ผมจะมาที่นี่ น่าจะได้ลองพูดคุย ติดตามการทำงาน และจะได้ประโยชน์สูงสุด Dr Meera แนะนำผมกับที่นี่ว่า ผมจะกลับไปริเริ่ม community palliative care ที่ประเทศไทย และเป็นการ set up from the scratch พอแนะนำมาเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกภาคภูมิใจมากที่จะได้เป็น model และเราเลือกมาดูที่นี่ แต่ละคนกระตือรือร้น และให้ความสนใจดูแลผมเป็นอย่างดีเยี่ยม
Five Generals of Sacred Heart
แฮะๆ ผมแต่งเองแหละครับ ไม่ใช่ว่าเขามีแผนกนี้จริงๆ แต่ขณะที่ฟิลิปพาผมไปแนะนำคนสำคัญๆ ผมก็เริ่มมองเห็นว่าทำไม Sacred Heart ถึงได้มี base ที่สำคัญ และเป็นผู้นำแห่งหนึ่งของ hospice ในออสเตรเลีย
The Five Generals of Sacred Heart
|
ผมได้เจอกระทิงอีก 5 ท่าน (หญิงล้วนครับ palliative care นี่ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงทำ เยอะจริงๆ) ทั้ง 5 ตำแหน่งนี้ทำให้งาน palliative care ออกไปสู่ชุมชนได้อย่างราบรื่น และสมกับที่เขาสัญญาว่า "อะไรก็ตามที่ทำได้ในโรงพยาบาล เราจะทำให้ทำได้ที่บ้านของท่านด้วย"
- Community Nurse Organizer ถ้าหากพูดถึง home care หน่วยนี้เองที่เป็นตัวเชื่อมโยงบ้านคนไข้กับ hospice หรือโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน จากการที่มี database ที่สานต่อมาจาก cases ปรึกษามาทาง specialists ต่างๆ อาทิ หมอโรคมะเร็ง หมอผ่าตัด หมอโรคไต โรคหัวใจ โรคระบบประสาท เมื่อคนไข้จะ discharge ออกจากโรงพยาบาล คนที่มีโรคเรื้อรังกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลต่อเนื่อง โดย community nurse จะไปหาที่บ้าน ดูแลว่าการทำกิจกรรม หรือดำรงชีวิตที่บ้าน ถูกกระทบโดยโรคอย่างไรบ้าง
- Social Worker นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสำคัญมากสำหรับ health care เพราะจะเป็นผู้รู้ระบบ และสิทธิประโยชน์ทั้งหมด (ซึ่งบางระบบ บางท้องถิ่น จะซับซ้อนเอามากๆ คือมีเยอะ แต่คนรู้น้อยว่ามีอะไรบ้าง) และเป็นคนที่จะช่วยการันตีว่า คนไข้และครอบครัวทุกคน ได้รับสิทธิที่พึงได้ ตามหน้าที่ ตามสิทธิ citizen หรือหาหนทางที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ โดยการติดต่อให้กับองค์กรทั้งของรัฐและเอกชน ตามพื้นที่นั้นๆ เป็นศูนย์เครือข่ายสิทธิประโยชน์ที่ติดต่อเชื่อมโยงถึงกัน ครอบคลุมพื้นที่ทำการกว้างขวาง
- Physio- and Occupational Therapist รวมทั้ง speech therapist ด้วย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้่าที่ฟื้นฟูให้แก่คนไข้ ภาระการฟื้นฟูนี้ ในกลุ่มคนไข้ palliative care อาจจะไม่มี improving rate เหมือนอย่างในกลุ่มคนไข้อื่นๆ แต่จะช่วยคนไข้ และญาติในการประคับประคอง function ของอวัยวะของตนเอง ให้อยู่ในสภาพที่ดีทีีสุด ช่วยสอนญาติในการดูแลคนไข้ ถ้ามีอาการเหนื่อยหอบ เสมหะอุดตัน หรือการพลิกตัว การประคองตัว การออกกำลังที่ไม่เป็นอันตราย แผนกนี้มีความสำคัญในการ empower คนไข้ก่อนออกจากโรงพยาบาลหรือ hospice กลับไปบ้านอย่างมาก
-
Volunteer Manager แน่นอนที่สุด การทำ community palliative care ใช้ทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์อย่างมาก แต่หลังจากที่กลุ่ม pilot palliative care แรกเริ่มของออสเตรเลีย ได้บุกเบิกเริ่มทำมานาน จนกระทั่่งจากปากต่อปาก คนไข้ palliative care ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า quality of life หรือคุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และประชาชนเริ่มมองเห็นว่านี่เป็นสิทธิที่รัฐบาลควรจะการันตีให้ทุกคนมี ไม่ใช่มีเฉพาะบางแห่งเนื่องจากไม่มี resource สนับสนุน Palliative care ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ national health care ตั้งแต่ต้น 90s เป็นต้นมา แต่กระนั้นคนก็ยังไม่พอ จึงเป็นที่ว่างที่เสริมให้เต็มด้วยระบบ volunteers
- ระบบ volunteer เป็นระบบที่น่ามหัศจรรย์ เพราะอาสาสมัคร คือคนที่ว่างงานแล้วไปช่วยคนอื่น ในขณะที่คนอื่นๆว่างแล้วก็อาจจะไปออกกำลังกาย ไป shopping ไปเที่ยว
- ระบบ volunteer เป็นระบบที่เสริมจิตใจคนทำ และเกิดสุขภาวะชุมชนที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงความหมายของ humanity และ humility
- Volunteer manager ของ Sacred Heart เป็นสุภาพสตรีแต่งตัวเนี้ยบมาก พอผมถามว่ามีปัญหาในการ recruit ไหม เธอบอกเลยว่าคุณภาพงานของเรานั้น การันตีการมีคนมาสมัครเป็น volunteer เอง และไม่เคยมีปัญหา
- หลักสูตร volunteer ที่นี่ ใช้เวลาถึง 8 อาทิตย์ เพื่อฝึกคนให้เป็น companion ไม่่ได้ให้เป็นพยาบาล หรือเป็นหมอ ให้เป็นแค่ "companion" หรือกัลยาณมิตรเท่านั้น ซึ่งน่าสนใจมาก ผมบอกเธอไปเช่นนั้น เธอตอบกลับมาเลยว่ายินดีที่จะมอบรายละเอียดของหลักสูตรและพูดคุยกันในรายละเอียดเมื่อไรก็ได้ นี่ก็จะเป็นอีก session หนึ่งที่น่าสนใจมากรอคอยอยู่
- Bereavement Service Manager เป็นหน่วยอีกหน่วยหนึ่งที่ทำให้งาน palliative care ไม่ได้หยุดอยู่แค่เมื่อคนไข้เสียชีวิตเท่านั้น งาน palliative care ยังต้องรับผิดชอบทำให้รอยต่อระหว่างการจากไปของคนไข้ และการอยู่ต่อของคนที่เหลืออยู่ เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดด้วย การดูแลสภาวะความเศร้าโศกเสียใจหลังการสูญเสีย หรือ bereavement care มีความสำคัญไม่น้อย ทั้งในด้าน psychosocial และในด้าน spirituality การฝึกเป็น bereavement counseling ที่ดีต้องใช้ประสบการณ์ และเทคนิกขั้นสูงของการสื่อสาร แต่ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อคนไข้และครอบครัว
ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 generals สำคัญๆของ Sacred Heart Hospice ที่ผมจะได้ไปมีปฏิสัมพันธ์ในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้าครับ น่าจะมีอะไรดีๆกลับมาเล่าให้ฟังอีกเยอะทีเดียว
อากาศร้อนไหม ได้ข่าวร้อน จนไฟไหม้
take care
สวัสดีครับ อ.วรภัทร์
ขอบพระคุณครับที่มาเยี่ยมเยียน อากาศร้อนลอยไปแล้วครับ ตอนนี้ฝนและลมกำลังมาแทน weekend ที่แล้วผมไป Blue Mountain ฝนตกหนักทั้งวัน ทัศนวิสัยประมาณ 20 metres อุณหภูมิตำ่สุด 6 องศา สูงสุด 11 องศา ทั้งๆที่อาทิตย์ก่อนหน้านั้นอุณหภูมิยังเป็น 42 องศาอยู่เลย
อาทิตย์นี้ดีขึ้นมาหน่อย วันนี้เขาบอกว่าจะ sunny ต้องลองดูกันอีกทีว่ากรมอุตุที่นี่จะแน่เหมือนอังกฤษไหม ที่อังกฤษถ้าบอกว่า shower ล่ะก็ เตรียมถือร่มกันทั้งเมือง ประกันไม่ผิดหวัง
อาจารย์สบายดีนะครับ ผมยังไม่ได้เขียนบันทึกที่เราไปแจมกับวรวุฒิกันเลย ประทับใจมากครับ สนุกดี
ว่าจะก็เขียนซะทีซิครับ จะได้แจม อะๆๆๆๆ