สัจจะของชีวิต... สมมุติของการมีกายขันธ์นี้ ไม่ได้ยาวนานเลยกับอายุเจ็ดสิบ แปดสิบหรือร้อยปี เกิดมาเอาอะไรกันนักหนา “ตาย ก็เอาไปไม่ได้” เหลือทิ้งไว้คือความดีงามที่จารึกไว้ในโลกนี้ และตรึงติดจิตวิญญาณเพื่อเป็นต้นทุนในโลกหน้า ตายตาหลับกับการที่เกิดมาไม่เป็นโมฆะบุรุษ

ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า

 

ชีวิต...ต้องมีสัจจะ  สัจจะทำให้ไม่สับสน แต่กลับก่อให้มีความคมชัดในจุดยืนดำรงมั่นในความเป็นจริง  ทั้งปรมัตถ์และสมมุคิ

 

สัจจะทำให้เกิดการรู้และเห็นตามจริง มิใช่เพียงรู้และรู้อย่างที่รู้แต่เพียงภาษาหรือรู้อย่างเพียงแค่มีคำพูดไว้พูดคุยโก้หรู    หรือให้ผู้อื่นเห็นว่าเป็นผู้มีภูมิปัญญา เป็นถึงดอกเตอร์ เป็นผู้ที่ใครในสังคมก็ให้การยกย่อง  สามารถพูดอะไรก็ได้อย่างเลอเลิศ แต่การกระทำนั้นตรงข้าม

 

องค์ความรู้ของมนุษย์ต้องมาจากการปฏิบัติ เกิดผลชัด ซ้ำๆซากๆกระทั่งเป็นข้อสรุป ใครนำไปปฏิบัติก็จักได้ผลอย่างนั้น  เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้อย่างวิทยาศาสตร์ และพิสูจน์ได้อย่างไม่จำกัดยุคสมัย

 

ในปัจจุบันมีปรากฏการณ์ที่ผู้มีความรู้จากการเรียน อ่าน ท่อง หรือแม้แต่คัดลอกหรือลอกเลียนจนเหมือนต้นฉบับเดิมอย่างยากที่จะแยกออก และผู้นั้นก็หลงว่าตนเองเป็นผู้รู้จริงก็มากต่อมากนัก หารู้ไม่ว่า หนังสือเล่มที่ดีเลิศที่สุด หรือตำราสุดวิเศษ ที่ได้อ่านมาหรือคัดลอกหรือนำไปเรียนในส่วนของตัวภาษาความรู้  ผู้รู้ที่เป็นต้นตำรับคนแรกซึ่งได้เป็นผู้เขียนหรือแต่งจากประสบการณ์การปฏิบัติและประสบผลสำเร็จสุดยอดได้ตายไปเสียแล้ว ผู้ที่เรียนรู้จากหนังสือหรือตำรานั้นกลับเกิดความหลงผิดว่าตนองเป็นผู้รู้คนนั้น ทั้งที่ไม่เคยได้ปฏิบัติหรือแม้ปฏิบัติก็เป็นเพียงการลูบๆคลำๆไม่จริงจัง แต่นำไปพูดคุยราวกับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ 

...น่าเสียดายกับการเป็นกบในกะลา  กระทบถูกขอบผนังกะลาก็หลงว่าตัวเองใหญ่คับโลกนี้   มองเห็นผู้อื่นว่าไม่ได้เรื่อง หรือโง่กว่าตน นี่เป็นความหลงผิดที่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือกันได้ เว้นแต่จะลดอัตตา ลดความคิดว่าตัวเองถูกต้องก่อน  แล้วทำความเข้าใจ  หากสามารถทำเช่นว่านี้ได้ นับว่าได้ฝึกใช้ปัญญาแท้จริงในอันที่จะพัฒนาตนเอง  และเขาก็จะรู้จริงชัดแท้ว่าโลกนี้ไม่ได้หยุดอยู่กับที่  มีการพัฒนาตลอดเวลาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่กบในกะลาที่จักไม่พัฒนาและได้หยุดการพัฒนาไปเสียแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ชีวิต... สัจจะที่คมชัดทั้งสมมุติและปรมัตถ์ยังความสุขสงบเย็นมาให้  สัจจะทำให้รู้จักความทุกข์แท้ๆว่าคือสิ่งที่เกิดจากความอยากทั้งหลายที่ท่านผู้รู้เรียกว่าตัณหา ตัณหาเกิด ทุกข์เกิด  อะไรคือเหตุแห่งตัณหา แล้วอุปาทานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร  ผู้รู้จากตำราสามารถตอบได้ด้วยภาษา  แต่ ณ วันนี้องค์ความรู้ที่เป็นสภาพอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้นำความสุขสงบเย็นมาให้แก่ผู้นั้นหรือเปล่า   อะไรคือเหตุของคำตอบว่า ไม่

ชีวิต...มีกี่ครั้งกันที่มองว่าผู้อื่นเป็นเต่า  คำตอบที่ได้จะช่วยสะท้อนให้เห็นว่าโลกของผู้รู้นั้นกว้างใหญ่ไพศาลหรือว่าแค่กระดิกปลายนิ้วก็ชนกับผนังโลกหรือผนังของจักรวาลนี้  และแต่ละครั้งที่มองผู้อื่นว่า เต่า  เคยรู้มาก่อนไหมว่าเต่ากินอะไร  และตนเองเป็นอะไร  เต่ากินผักบุ้ง  และเต่าก็มองกลับว่าคุณเป็นผักบุ้ง  แต่เป็นผักบุ้งที่เต่าไม่กินหากเต่าจะมองไปเรื่อยๆ  จนผักบุ้งต้นใหญ่  อวบ  และแก่เหนียวตายไป  เกินกว่าที่เต่าหรือใครไหนๆอยากจะกิน เป็นผักบุ้งที่ ไม่เกิดเป็นประโยชน์แก่ผู้ใด  และเสียเวลาเกิดชาติหนึ่งเท่านั้นเอง

 

ชีวิต...สัจจะของชีวิต... สมมุติของการมีกายขันธ์นี้  ไม่ได้ยาวนานเลยกับอายุเจ็ดสิบ แปดสิบหรือร้อยปี เกิดมาเอาอะไรกันนักหนา      ตาย ก็เอาไปไม่ได้ เหลือทิ้งไว้คือความดีงามที่จารึกไว้ในโลกนี้      และตรึงติดจิตวิญญาณเพื่อเป็นต้นทุนในโลกหน้า   ตายตาหลับกับการที่เกิดมาไม่เป็นโมฆะบุรุษ

 

ชีวิตต้องมีสัจจะ อะไรคือสัจจะของชีวิตในวันนี้  สัจจะทำให้ไม่สับสน แต่กลับทำให้มีความคมชัดในจุดยืนดำรงมั่นในความเป็นจริง   สัจจะแห่งการเป็นผู้รู้คุณ  ผู้มีกตัญญู  สัจจะในศีลที่ยึดมั่นและปฏิบัติจนเกิดผลเป็นองค์ความรู้จริงที่เกิดในตน  ฝึกฝนกับการมีสัจจะที่ละเล็กละน้อย  ดุจเดียวกับน้ำทีละหยดที่ยังให้มหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลนี้เต็มเปี่ยมได้  มหาสมุทรกว้างสุดกว้างก็มาจากน้ำหยดแรก  สัจจะแห่งการเป็นผู้รู้คุณ กตัญญู และการยึดมั่นในคุณธรรมศีลธรรมย่อมยังให้เกิดความเป็นจริงแท้ๆทั้งสมมุติและปรมัตถ์ 

การได้ศึกษาเล่าเรียนจากตำรา    ได้อ่านค้นคว้าทำให้รู้ยิ่งขึ้น  แต่โดยเนื้อแล้วหาใช่เราเป็นผู้มีสภาพอย่างนั้นจริงไม่   เราหาใช่คนแรกที่เป็นผู้เขียนตำราหรือหนังสือเล่มนั้นไม่  ความรู้สึกขอบคุณที่ผู้เขียนให้ความรู้ อ่อนน้อมถ่อมตน แสดงการคารวะต่อท่านนั่นแหละยิ่งจะเอื้ออำนวยให้เจริญรุ่งเรืองด้วยความใฝ่ที่จะรู้ซึ้งถึงวิถีปฏิบัติของท่านและนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต  เพราะยังมีอีกมากมายที่ไม่รู้ โดยเฉพาะการปฏิบัคิที่จะทำให้เกิดเนื้อแท้ขององค์ความรู้อย่าเป็นแต่อยากได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้รู้แล้ว  นั่นคือการเป็นชาล้นถ้วยที่ไม่สามารถเติมได้มากกว่านี้อีก  รังแต่จะเสียของเปล่าๆ ต้องขอบคุณที่ผู้รู้เขียนตำราให้เป็นแผนที่ขุมทรัพย์ การเกิดเนื้อแห่งองค์ความรู้อันแท้จริง ย่อมต้องมีแต่การเดินทางตามแผนที่ที่จะพาไปสู่ขุมทรัพย์นั้นและลงมือขุด  ขอเพียงปฏิบัติกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสัจจะ  กตัญญู รู้คุณ การยึดมั่นในศีล แล้วจะไม่เป็นดอกเตอร์แค่เสือกระดาษ หรือมีเพียงแผ่นปริญญาตรี ปริญญาโท  เพราะในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล  ในจักรวาลอันหาขอบเขตไม่ได้ ปริญญาธรรมแห่งสัจจะยังรอให้ครอบครอง  สัจจะยังความสุขสงบสันติมาให้ทั้งสมมุติและปรมัตถ์  เพียงรู้คุณและกตัญญู ทั้งผู้ปฏิบัติก็มีความสุข  ผู้รับการปฏิบัติก็มีความสุขแล้ว เนื้อแท้แห่งองค์ความรู้ที่เป็นตัวสภาพอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแห่งปริญญานำความสุขสงบเย็นมาให้  ชีวิตไม่จำกัดด้วยการขังตัวเองไว้ในกะลา แม้หากเป็นผักบุ้งก็เป็นผักบุ้งผู้พลีชีพทดแทนบุญคุณโลกนี้ได้

 

ชีวิต...ต้องมีสัจจะ...อย่างนี้นี่เอง