นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม    แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย   จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน   โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย   และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา

ตอนที่ ๑ 


          คำถามที่ ๒ ต่อระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา ที่ผมตั้งเองตอบเอง   คือ โครงสร้างของระบบควรเป็นอย่างไร  

          ผมตอบว่า   โครงสร้างของระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา ควรประกอบด้วย ๕ ส่วน คือ

๑. คณะกรรมการ ซึ่งที่เรามีอยู่แล้วคือ กกอ.
๒. หน่วยจัดการ ซึ่งที่เรามีอยู่แล้วคือ สกอ.
๓. กลไก/หน่วยงาน สร้างความรู้เชิงระบบ
๔. พื้นที่ สำหรับสื่อสารแลกเปลี่ยนกับสาธารณชน
๕. กลไกจับขโมย 

 

          คำถามที่ ๒.๑ ถามว่า คณะกรรมการ หรือ บอร์ด ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลระบบอุดมศึกษาควรเป็นอย่างไร

          คำตอบของผมคือ   ต้องได้การทำภารกิจในจุดเน้นต่อไปนี้

o มีมุมมอง/วิธีคิด ด้าน demand-side พอๆ กับด้าน supply-side   นั่นคือ ควรมีกรรมการที่มีประสบการณ์ทั้งสองด้านพอๆ กัน
o มีกรรมการที่มีมุมมอง วิธีคิด ประสบการณ์ แตกต่างหลากหลาย
o เข้ามาทำหน้าที่ด้วยเป้าหมายหลักเพื่อการขับเคลื่อนภาพใหญ่ที่เป็นประโยชน์ของประเทศ   มองประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก  ไม่ใช่มีเป้าหมายหลักแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว
o ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ทุ่มเท
o ทำงานเป็นองค์คณะ   มีกรรมการครบทุกด้านของทักษะสำคัญที่ต้องการ

 

          มีแรงจูงใจอะไร ที่จะให้ได้คนที่มีคุณสมบัติตามข้างบนเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ทุ่มเททำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะนี้   นี่คือปัญหาโลกแตก หรือปัญหาที่สังคมไทยยังหาคำตอบไม่ได้   เรารู้แน่ว่าวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่วิธีที่ดีพอ   เพราะเรากำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้เลือกตัวบุคคลที่มีการสรรหามาในจำนวน ๒ เท่าของจำนวน   ในบางครั้งตัวรัฐมนตรีก็เลือกตามการวิ่งเต้น ตามการต่างตอบแทนทางการเมือง ที่ไม่ได้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่ระบบกำกับดูแลที่แข็งแรง

          มีผู้รู้บอกผมว่า คนเราจะทุ่มเททำอะไร จะต้องมีสิ่งจูงใจ (incentives)    คนมีความสามารถและมีแรงจูงใจบริสุทธิ์ คือต้องการทำประโยชน์แก่สังคมเป็นหลัก ถ้ามีก็ดีไป   แต่คงหาไม่ได้ง่ายนัก

          เขาบอกว่า ถ้าไม่สร้างระบบสิ่งจูงใจที่เหมาะสมไว้ให้ชัดเจน   คนที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีสิ่งจูงใจของตนเอง ที่อาจไม่สอดคล้องกับการเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลระบบอุดมศึกษา    เช่นเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของสถาบันอุดมศึกษาบางกลุ่ม

          ผมมีประสบการณ์ เรื่องค่าตอบแทนกรรมการหรือผู้ทำหน้าที่ บอร์ด ในหลายองค์กร และโชคดีที่องค์กรเหล่านั้นแตกต่างกันมาก   ทำให้ผมพอจะมองเห็นวิธีคิดในการ “ใช้” กรรมการ หรือหาวิธีสร้างคุณค่าของกรรมการ ในการทำหน้าที่กำกับดูแล

          ผมยกตัวอย่างของจริงและตีความตามความเข้าใจของผม ซึ่งไม่รู้ว่าตีความผิดหรือถูก

         กกอ. จ่ายค่าตอบแทนกรรมการเป็นเบี้ยประชุม ครั้งละ ๕,๐๐๐ บาท (ประธานได้ ๑.๒๕ เท่า)   แต่ถ้าเดือนไหนประชุมมากกว่า ๑ ครั้ง ก็ได้เบี้ยประชุมไม่เกินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท   ถ้ามีการประชุมอนุกรรมการก็ได้ค่าตอบแทนครึ่งหนึ่ง

          หน่วยธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ ฐานะมั่นคงมาก จ่ายค่าตอบแทนกรรมการ (director) เป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุม   ยกตัวอย่าง เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเบี้ยประชุมครั้งละ ๓๐,๐๐๐ บาท   ถ้ากรรมการไปทำหน้าที่กรรมการย่อย (committee)  ก็ได้เงินเดือนส่วนนั้นแตกต่างกัน   บางกรรมการย่อยที่สำคัญและงานหนักมาก เงินเดือนมากกว่ากรรมการใหญ่    ตอนแรกผมก็งงๆ ว่าทำไมเขาจ่ายมากขนาดนั้น   แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจว่า เขาจ่ายตามคุณค่าที่เขาได้รับ   คือเขามีวิธีใช้คุณประโยชน์ของ บอร์ด ให้เกิดคุณค่าต่อระบบกำกับดูแล สร้างความมั่นคงให้แก่องค์กรอย่างแท้จริง


          ผมตีความว่า หน่วยธุรกิจเอกชนเขาไม่ได้มองว่ากรรมการทำหน้าที่เฉพาะเวลามาประชุมเดือนละ ๓ – ๔ ชั่วโมง   แต่ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลองค์กรอยู่ตลอดเวลา    และต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อทำหน้าที่ให้ได้ดีในสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงเชี่ยวกรากตลอดเวลา    คนที่เขาหวังให้ทำหน้าที่เช่นนี้ไม่ได้ เขาก็ไม่สรรหามาเป็นกรรมการ

          แต่ดูจากแรงจูงใจเป็นเงินของ กกอ.   ผมเดาว่าคนคิดระบบนี้คงมองว่ากรรมการทำงานเดือนละ ๓ ชั่วโมง   ค่าตอบแทน ๕,๐๐๐ บาทก็เหมาะสมแล้ว    ผมเคยได้ยินคนนินทาข้าราชการผู้ใหญ่ ว่าวันๆ หนึ่งวิ่งรอกไปเข้าประชุมคณะกรรมการตามตำแหน่งเพื่อรับเบี้ยประชุม วันละหลายชุด ก็รวยแล้ว    และผมเองก็เคยเห็นกรรมการโดยตำแหน่งที่มาประชุม ไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่มาประชุมเลย    และไม่เคยเชื่อมโยงเอาเรื่องราวจากการประชุมไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานของตน หรือแก่ประเทศ   ผมจับได้ว่าเขาไม่ได้อ่านแฟ้มประชุมมาก่อนด้วยซ้ำ
          ดังนั้น ค่าตอบแทนกรรมการที่ทำงานแบบมาประชุมเพื่อทำพิธีกรรมให้ที่ประชุมครบองค์ ครั้งละ ๕,๐๐๐ บาท ก็นับว่าสูง  
แต่คำถามก็คือ จริงๆ แล้วเราต้องการกรรมการแบบไหน   เราตั้งอัตราค่าตอบแทนเพื่อดึงดูดหรือเป็นสิ่งจูงใจกรรมการที่ทำงานแบบไหน   และเรามีวิธีจัดการเพื่อให้กรรมการทำงานกำกับดูแลระบบ เพื่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคมภาพรวม หรือไม่

          นี่คือภาพเชิงซ้อน ภาพที่ซับซ้อนยิ่ง ของระบบการกำกับดูแลระบบที่ดี   

 

          อย่าลืมว่า บันทึกชุดนี้เขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นการออกความเห็น หรือวิพากษ์ ระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษานะครับ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๕๒