ดังได้เล่าแล้วว่าการประชุมแบบ Retreat ของสภามหาวิทยาลัยมหิดลได้สร้างความพร้อมใจ ในการใช้พลัง Governance ขับเคลื่อนภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัย ด้วยวิธีการใหม่ๆ วันที่ ๑๑ ก.พ. ๕๒ คณะทำงานที่ได้รับแต่งตั้งจากการประชุม นัดประชุมเพื่อเสนอวิธีปฏิบัติตามมติของการประชุม Retreat สภามหาวิทยาลัยจะทำงานทั้งด้าน fiduciary, strategic และ generative โดยจะเน้นงานด้าน strategic และ generative มากกว่า จะมีรองอธิการบดี ๒ ท่านมาช่วยกันทำงาน โดยมีรองอธิการบดีท่านหนึ่งรั้งตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานสภาฯ ด้วย จะฝึกเจ้าหน้าที่ที่มีหน่วยก้านดีมาทำหน้าที่ secretariat ของการทำงานนโยบาย และคนที่ทำงานได้ดีก็จะค่อยๆ เลื่อนไปเป็นหัวหน้าสำนักงาน งานของสำนักงานสภาจะมี ๔ ด้าน ๑. การประชุม ๒. งานตรวจสอบ ๓. งานอุทธรณ์และร้องทุกข์ ๔. งานนโยบายสาธารณะ งานนโยบายสาธารณะเป็นการสร้าง university-wide policy process ในลักษณะของกระบวนการ 4P (participatory public policy process) จะทำโดยคณะทำงาน ที่องค์ประกอบของคณะทำงานมาจากการมีทีมกลางของสภาฯ คัดสรรตัวคนที่เหมาะสมและกระจายไปตามวิทยาเขตและสาขาวิชา มีเจ้าหน้าที่ประจำทำหน้าที่เลขานุการกิจ งานนี้จะทำให้เกิด learning และ solidarity ของคณาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ทักษะด้านสังเคราะห์เพื่อนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบาย รวมทั้งการเข้าไปทำงานร่วมกับสังคม ผมมองว่าเป็นกลไกเพิ่ม social engagement ของมหาวิทยาลัย จะเสนอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมการของสภา ๘ ชุด ทำหน้าที่คิดนโยบายระดับ governance ได้แก่ ๑. การศึกษา (Teaching. Learning and Living) ๒. การเงินและงบประมาณ ๓. บุคลากร ๔. บทบาทมหาวิทยาลัยต่อสังคม ๕. วิจัยและวิชาการ ๖. นโยบายธรรมาภิบาล ๗. กลั่นกรองข้อบังคับ ๘. กิจการสภา ซึ่งมีประธานของ ๗ คณะข้างบนมาร่วมหารือกัน จะมีการยกร่างหน้าที่ของกรรมการแต่ละชุด และองค์ประกอบ นำเสนอให้สภาฯ ช่วยระดมสมอง แล้วนำไปปรับปรุงและออกคำสั่งแต่งตั้งต่อไป มีเป้าหมายให้สภาทำงานเป็นองค์คณะย่อยมากขึ้น เพื่อใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น ลดงานประจำลง และมีเป้าหมายให้สภาประชุม ๒ เดือนครั้ง วิจารณ์ พานิช๑๑ ก.พ. ๕๑
ขอขอบพรคุณสำหรับหนังสือดีมีคุณค่า Chaordic และขออนุญาตโปรโมทตาม weblink นี้ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/241648