เพราะคำสอนความจริงสูงสุดนั้นมีมาแต่กำเนิดแล้วในทุกสรรพชีวิต

เมื่อครั้งที่ผมอยู่ในเมืองพาราณสี  ประเทศอินเดียนั้น  มีเพื่อนชาวภารตะพาไปชมการแสดงร่ายรำตามความเชื่อของพุทธศาสนามหายานนิกายเชน เหยน ที่เรารู้จักกันในนามนิกายตันตระ  แนวทางของนิกายนี้ไม่ได้แยกตนค้นหาสัจธรรมเพียงลำพังอย่างที่เราเข้าใจกันในหมู่ชาวพุทธไทย  แต่นำตนเองเกี่ยวโยงอยู่กับกามคุณร่าเริงบันเทิงใจไปกับกิเลสตัณหา  

 

 ท่ามกลางการแสดงร่ายรำที่ยังจำติดตาในวันนั้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาเมืองพาราณสี  มีผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตกนั่งฟังชมเหมือนดนตรีบรรเลงเพลงในหอประชุมนานาชาติเพราะมีคนหลายเชื้อชาติภาษา  เสร็จแล้วผู้จัดก็ให้ผู้ชมเข้าไปในห้องเฉพาะยังนึกสงสัยอยู่ว่าคงไปร่วมรักกัน 

 

 คือคำสอนนิกายนี้บางช่วงมีว่า..การร่วมรักกันนี้หากเป็นไปอย่างถูกต้องและด้วยความเคารพจะกลับเป็นเครื่องเสริมส่งใจให้ก้าวหน้าบนทางแห่งสัจจะ  ในบรรดาพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าทั้งหลายต่างล้วนมีพระชายา ( เมีย )  ของตนเองทั้งนั้น  ดังนั้นการอยู่นอกกฎเกณฑ์และการให้เกียรติหญิงจึงเป็นจุดเด่นของนิกายนี้ไป

 

          นิกายนี้ได้แผยแผ่ไปรุ่งเรืองในประเทศจีนช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองฉางอัน  มีวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์คือวัดชิง ลัง  ในสมัยราชวงศ์ถัง  วัดนี้ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งประเทศจีน  ความหมายของนิกายนี้สื่อถึงความเร้นลับ  สิ่งที่มีมาแต่กำเนิดแล้ว  เพราะคำสอนความจริงสูงสุดนั้นมีมาแต่กำเนิดแล้วในทุกสรรพชีวิต 

 

 การตรัสรู้เป็นผลรวมของปัญญาและความกรุณา  เมื่อปัญญาและกรุณารวมกันเข้าอย่างเหมาะสม  สภาพนิพพานก็ปรากฏ  นิกายนี้มองว่ากรุณาคือฝ่ายเพศชายและปัญญาคือฝ่ายเพศหญิง  นิกายนี้เวลาเราเห็นเขาเขียนภาพมักเป็นภาพพระโพธิสัตว์หรือเทพเจ้าสวมกอดกับหญิงงามที่เป็นชายาของตนนั้นแล.