ชีวิตที่พอเพียง : 3. คุยกับลูก

  • ผมมีลูกถึง ๔ คน (แม่เดียว)   โชคดีที่แม่ยายมาช่วยเลี้ยง   และพี่ภรรยาช่วยอุปถัมภ์ทางอ้อมหลายด้าน
  • วันหนึ่งลูกคนเล็กอายุประมาณ ๘ ขวบ (เวลานี้ ๒๖) มาบอกว่า   ไปเล่นกับเพื่อนที่บ้านหนึ่ง   เขามีห้องคนละห้อง   มีโน่นมีนี่   ห้องก็ติดแอร์   สบายมาก   ลูกถามทางอ้อมว่าทำไมบ้านเราไม่มี   ผมบอกลูกว่า แม้บ้านเราทั้งพ่อและแม่เป็นหมอเหมือนเขา    แต่เราไม่ได้เปิดคลินิค   พ่อแม่มีแต่เงินเดือน   ไม่มีเงินมากพอที่จะมีสิ่งเหล่านั้นได้   เราต้องประหยัด   ถึงเวลานี้ผมต้องขอบคุณลูกทุกคน ที่ไม่มีใครบ่นในสภาพความเป็นอยู่ที่ต้องประหยัด
  • การใช้ชีวิตแบบประหยัดของพ่อแม่ (คือภรรยาและผม) ทำให้ลูกๆ เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ   ขยันเรียนทุกคน   ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข   เป็นต้นทุนชีวิตแบบหนึ่งของลูกๆ ที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ลูก   เป็นการสร้างแบบปลูกฝัง    คือให้งอกงามได้เอง    พ่อแม่เพียงเพาะเมล็ดไว้    
  • การคุยกับลูก มีทั้งแบบคุยด้วยวาจา   และ “คุยแบบไม่คุย” คือไม่ต้องใช้วาจา    แต่ปฏิบัติให้ดู ให้ซึมซับในชีวิตประจำวัน จนเป็นนิสัยไปเอง   ครอบครัวผม จึงมีนิสัยร่วมกัน ในการมีชีวิตแบบพอเพียง 
  • ผมโชคดีที่ลูกๆ ไม่มีใครบ้าสินค้าแบรนด์เนมเลย   ทุกคนนิยมซื้อสินค้าไทย ราคาถูก คุณภาพพอสมควร (แบบพ่อแม่) 
  • ลูกคนหนึ่งไปไกลถึงขนาดเกษียนงานบริษัทต่างประเทศที่ให้เงินเดือนงาม เมื่ออายุ ๒๙ ปี    เพื่อกลับมาทำงานมูลนิธิช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน (ดูรายละเอียดที่ www.geocities.com/poonpalang)   คงจะมีผลจากการ “คุยแบบไม่คุย” เรื่องชีวิตที่พอเพียงอยู่บ้าง  
  • อีกคนหนึ่ง ฝักใฝ่ทางธรรม กำลังเรียนการปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบทิเบตอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ  ดูรายละเอียดได้ที่ www.naropa.net และ  http://vichak.blogspot.com/
  • อีก ๒ คนขยันหาเงิน   แต่ก็เป็นคนมีนิสัยประหยัด 
  • เขียนจบ รู้สึกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น “คุยเรื่องลูก” มากกว่า 


วิจารณ์ พานิช
๑๔ เมย. ๔๙
ปรับปรุง ๑๗ เมย. ๔๙