เย็นวันนี้ผมออกไปตลาดยะลาครับ เพื่อร่วมประชุมกับทีมวิทยุชุมชนที่ตลาดเก่าครับ เป็นการโทรนัดเมื่อเย็นวานครับ ช่วงนี้งานเครียดๆ ครับ รู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจอยู่พอสมควร แต่พอไปนั่งประชุมกับคนทำงานเพื่อสังคมแล้ว กำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นจริงๆ ครับ

ผมไปถึงที่ประชุมช้าไปหน่อยครับ (เนื่องจากลูกติดพันในการตรวจการบ้าน) บรรยากาศการประชุมกำลังออกรสเลยครับ ประเภทที่ว่า ประธานต้องนั่งเงียบๆ เพราะสมาชิกในที่ประชุมแย้งกันพูด แล้วสมาชิกก็จัดคิวกันเองเลย ผมไปก็เลยต้องนั่งฟังเงียบๆ ครับว่า คุยเรื่องอะไรกัน แต่ยิ่งฟังไปฟังมา จังหวะหัวใจผมมันก็เต้นรัวจริงๆ ครับ ผมชอบการทำงานของคนที่บริสุทธิ์ใจ มีใจเพื่อชุมชน การคุยจนเกือบๆ จะไม่มีใครฟังใครกัน ก็ไม่ใช่การทะเลาะครับ เพราะเป้าหมายของทุกคนเหมือนกัน

ทีมงานสถานีวิทยุชุมชนต้องการเดินหน้าต่อ อีกทั้งยังต้องการขยายงานออกไปด้วยครับ แต่ปัญหาอยู่ที่เงินทุน ในการประชุมก็มีการนำเสนอทางออกเป็นหลายแนวทางครับ แต่ก็ไม่มีใครยอมใคร แล้วจะหาทางออกได้อย่างไร (อันนี้ผมนั่งคิดระหว่างการประชุม)

นั่งคุยกันไป ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ข้อสรุป จึงต้องมีการลงไม้ลงมือครับ ซึ่งผมเห็นด้วยมาก ฮาฮา คุยกันเฉยๆ ไม่เห็นภาพเหมือนกับว่า คุยกันคนละเรื่อง สุดท้ายก็มีกรรมการท่านหนึ่งขอปากกาเอามาวาดภาพบนกระดานดำ เสร็จไปหนึ่งคน กรรมการอีกท่านก็ขอวาดต่อเติมบ้าง แล้วทางออกเริ่มพอมีแวว

แต่แล้วการตัดสินใจก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่นั่นแหละครับ แล้วกรรมการท่านหนึ่งก็หยิบเอาจุดกำเนิดของสถานีวิทยุแห่งนี้มาคุยกัน เราตั้งสถานีวิทยุแห่งนี้เพื่ออะไร

"ผมไม่ได้อยากได้กำไรจากการออกเงินในครั้งนั้น และทุกคนก็เหมือนกัน การที่ได้ชาวบ้านได้ฟังรายการดีๆ และสถานีมีคนฟังอย่างนี้ ผมก็ดีใจมากแล้ว" อันนี้หนึ่งในคำพูดของกรรมการครับ แล้วทุกคนก็เห็นด้วย ผมเลยได้เรียนรู้ประวัติสถานีวิทยุนี้เพิ่มขึ้นครับ (สรุปที่นั่งคุยในวันนี้มีผมคนเดียวที่ไม่ได้ออกเงินลงขันกับเขาด้วย แล้วมาประชุมทำไมหว่า)

สรุปว่าทุกคนปฏิเสธที่จะจัดงานเพื่อรับเงินบริจาคครับ เนื่องจากกลัวว่า หากรับเงินบริจาคมาแล้ว มีคนมาคุย มาพูดเกี่ยวกับการทำงานจะเสียกำลังใจคนทำงานปล่อยๆ ที่สำคัญคือ ตอนที่เริ่มต้นลงขันกัน พวกเขาเรียกคนที่ให้เงินมาว่าเป็นผู้ถือหุ้น(ที่ไม่ได้หวังกำไร)

หากไม่รับบริจาคแล้วจะเอาเงินที่ไหนบริหารงานและขยายงาน เป็นคำถามต่อมา คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับเงินบริจาค แต่ทำไงไม่ให้คนทำงานต้องรับเงินโดยตรง และให้มีคนที่ดูแลคนทำงาน ซึ่งสุดท้ายก็สรุปกันว่า จดเป็นมูลนิธิเสียเลยแล้วกัน ใกล้เสร็จประชุม ก็มีการมอบหมายงานกัน ฮิฮิ ผมก็ได้งานมาด้วย ฮิฮิ ที่ไปประชุมก็ในฐานะพี่เลี้ยงนักวิจัยพัฒนาท้องถิ่นครับ แต่ที่ประชุมไม่ละเว้นที่จะมอบงานให้ทำ

การประชุมครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมสบายใจครับ ผมได้เห็นคนที่คิดเพื่อการเสียสละเพื่อคนอื่นมาเป็นประเด็นแรกๆ สำหรับการทำงาน ไม่มีอะไรแอบแฝง คุยแบบเปิดใจ ทำงานด้วยสบายใจดีครับ อย่างที่เคยเล่าเมื่อครั้งที่ไปประชุมกับกลุ่มบาโงซีแนก็เหมือนกันครับ คุยเรื่องทำเพื่อคนอื่นก่อน พอย้อนกลับมาถามว่า แล้วคุณละจะได้รายได้จากที่ไหน คำตอบคือ ไม่เป็นไร

กรณีของสถานีวิทยุชุมชนในยะลานี้ก็เหมือนกันครับ ปฏิเสธการขอซื้อเวลาเพื่อเปิดเพลงและโฆษณา แต่ต้องการทำรายงานทางศาสนาและพัฒนาการเรียนรู้ของชุมชนจริงๆ คนที่ลงขันในเบื้องต้นก็เป็นนักธุรกิจในตลาดเก่าของยะลานี้แหละครับ

วันนี้ผมเลยได้ทั้งกำลังใจในการทำงานและบทเรียนหลายอย่างครับ อาจจะไม่ใช่บทเรียนใหม่ แต่เป็นการย้ำบทเรียนเก่าให้สดอยู่เสมอครับ นั่นคือ การจะก้าวไปข้างหน้า จะต้องมีการทบทวนสิ่งที่ผ่านมาด้วย การเดินไปข้างหน้า โดยไม่มองย้อนกลับมาข้างหลังบ้าง มันอาจจะทำให้ความสำเร็จของเราอยู่บนความอ่อนไหวได้ครับ

อัลฮัมดุลิลลาห์ ที่ได้เห็นคนทำงานเพื่อชุมชน แล้วก็ได้มีโอกาสทำงานกับคนกลุ่มนี้ครับ ฮิฮิ ที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้นะลงแรงได้ครับ แต่ลงกระตังค์ด้วยก็ลำบากหน่อยครับ ฮิฮิ