ปุจฉา...?
น้อมรับ
แต่อยากถาม ว่า
เชื่อว่าทุกสิ่งมีเหตุมึปัจจัย
แล้วกรรมไม่ดีที่เราอาจจะเคยทำ (แต่ไม่รู้) จะเจือจางด้วยกรรมดีในขณะนี้ได้หรือไม่ ท่าน ...?
(คำถามจากบันทึก บุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า... )
ใครทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตามจักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป...
กรรมชั่วนั้นเปรียบเสมือนเกลือ ทำไม่ดีก็ต้องกินเกลือ เกลือมันเค็มนะ ใคร ๆ ก็ไม่อยากกิน
กรรมดีอันเป็นบุญและกุศลนั้น เปรียบเสมือนน้ำเปล่าอันบริสุทธิ์ ใคร ๆ ก็ต้องดื่ม ดื่มแล้วสดชื่น สบาย
คนเรามีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ก็เปรียบเสมือนเกลือและน้ำที่ผสมเข้าด้วยกัน
คนใดมีกรรมชั่วมากกว่ากรรมดีก็เปรียบเสมือนน้ำทะเล ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากกินเพราะมันเค็ม กินแล้วก็กระอัก สำลัก เกิดโทษไม่มีประโยชน์กับร่างกาย
ซึ่งแตกต่างกับคนที่มีกรรมดีมากกว่ากรรมชั่วก็เปรียบได้ดั่งน้ำในแม่น้ำ ลำธาร ที่ใสสะอาดสามารถดื่มกินได้
หากถามว่าน้ำในแม่น้ำนั้นที่เราดื่มมีเกลือไหม ก็สามารถตอบได้ว่า "มี" (สิ่งเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์) แต่มีเกลือในปริมาณน้อย มีอยู่ในปริมาณที่จะไม่เกิดโทษกับร่างกาย แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องกินเกลือเข้าไป
อย่างเช่นน้ำเกลือที่เขาใช้เช็ดแผล มันก็มีเกลือ แต่ทำไมมันไม่ทำให้เราแสบ
ก็เปรียบได้เช่นเดียวกับกรรมชั่วที่เจือจางอยู่ในกรรมดี
หากเราไม่มีกรรมชั่วเลย เราก็ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักพิจารณา นำกรรมชั่วที่เกิดมาเหล่านั้นมา "ภาวนา" นำมาเป็นอุบายทำให้ใจสงบ และนำมาสร้างเสริมให้เกิดปัญญา
สิ่งเป็นอดีตก็ละล่วงไปแล้ว สิ่งเป็นที่อนาคตก็ยังไม่มาถึง ขอให้ตั้งมั่นทำดีในปัจจุบัน บัณฑิตนั้นย่อมลุถึงนิพพานพลัน...
หากเราไม่มีกรรมชั่วเลย เราก็ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักพิจารณา นำกรรมชั่วที่เกิดมาเหล่านั้นมา "ภาวนา" นำมาเป็นอุบายทำให้ใจสงบ และนำมาสร้างเสริมให้เกิดปัญญา
ขอบพระคุณ!
จริงอย่างคำท่านว่านี้เป็นการมองโลกแง่ดี เป็นการหยิบทุกสิ่งมาเป็นโอกาสทอง
สำคัญต้องมีใจยอมรับความเป้นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะร้าย(แล้วอยากผลักออกไปเร็วก็มิได้)ไม่ว่าจะดี (ก็อยากเก็บสุขนั้นไว้ให้นานๆ)
สองประการนี้ทำไม่ได้เลยก็ไม่มีอะไรเที่ยง
แต่หากใจยอมรับ ไม่ว่าไงไงก็ สงบอยู่ได้ในทุกสถานะการ
สำคัญชีวิตนี้ให้หมั่นเร่งสร้างความดีอย่างมีสติรุ้ตัวก็คงจะพอ (เป็นการเร่งเพิ่มปริมาณน้ำที่จะไปเจือจางปริมาณเกลือ?)
ขออนุญาติยก คำหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมช.โช
เห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เทศน์ให้พรปีใหม่ 2552 ตอบคำถามสาวน้อยท่านหนึ่งที่ถามว่า .....
สาวน้อย:
"กราบนมัสการ ฉันมีวิบากกรรมมาก มาที่นี่เป็นครั้งแรก"
พระปราโมทย์ :
"ทำไมรุ้ล่ะ (เสียงอ่อนโยน)กรรมเก่ามันผ่านไปแล้วนะ ไม่ว่ากรรมเก่าจะส่งผลให้เรามาเผชิญอะไร ให้เราทำกรรมใหม่ที่ดีไว้ ชาวพุทธเราจะไม่ไปกังวลกับกรรมเก่านะ พระพุทธเจ้าว่าอดีตก็ผ่านไปแล้ว เราไม่ไปนึกถึงมัน กรรมเก่าส่งผลให้เรามาเผชิยกับสถานะการปัจจุบัน เราเผชิญปัจจุบันด้วยสติ ด้วยปัญญา นี่เรากำลังทำกรรมใหม่ที่ดี เราจะมีความสุขมากขึ้น หากเรามัวไปผวงกับกรรมเก่า ใจ เราจะท้อแท้หดหู่ ไม่สามารถสู้พัฒนาชีวิตสติปัญญาให้ดีขึ้นได้ ลืมกรรมเก่าสะนะ แล้วมีสติอยู่คอยรู้กายรู้ใจในปัจจุบัน เป็นบุญอย่างยิ่ง บุญใดก็ไม่ประเสริฐเท่าบุญที่ประกอบด้วนสติด้วยปัญญา บุญด้วยสติด้วยปัญญาจะนำเราให้พ้นทุกข์อย่างถาวรได้ อย่าไปกังวลถึงอดีต ทุกวันนี้อะไรเกิดกับเราต่อหน้าต่อตาเราทุกวันนี้ให้เรายอมรับไป สิ่งทั้งหลายที่เราเผชิญมันมีเหตุทั้งสิ้นมันมันยุติธรรมแล้ว มันสมควรแล้วนะที่เราต้องเจอสิ่งเหล่านี้ แต่ทุกสิ่งที่เราเจอเป็นบทเรียนสอนธรรมมะเราทั้งสิ้น มันแล้วแต่เราวางใจ หากเรามัวท้อแท้ใจ เท่ากับเรากำลังทำกรรมใหม่มีดี ฝึกใจให้ท้อแท้ ให้เรามีสติเรารู้ทัน จิตใจเรากังวลให้รู้ อยากให้รู้ รู้ให้ทัน แล้วเราจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง ความทุกข์ทุกอย่างจะหลุดลอยไปจากใจเรา ให้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน "