
วันที่ 9 กุมาพันธ์ 2552 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ซึ่งมีเหตุการสำคัญเกิดขึ้นที่เรียกว่า จาตุรงคสัณนิบาต อันประกอบด้วย
- เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
- พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ทั้งสิ้น
- พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์
- เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์
และวันนี้พระพุทธเจ้าได้ประทาน ธรรมะสำคัญไว้ที่เรียกว่า โวทปาฏิโมกข์ อันประกอบด้วย
๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลดละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการอันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จการพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่นการผูก พยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี ๕ ประการ ได้แก่ วิธีการทำจิตให้ผ่องใสที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผลอันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง ขอเชิญชวนพุทธศาสนานิกชน ร่วมบำเพ็ญบุญด้วยการระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าโดยทั่วหน้ากัน
๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่างอันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ ทำความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ทำร้ายเบียดเบียน ผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันการไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการไม่ประพฤติ ิผิดในกาม ทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริงพูดคำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ ทำความดีทางใจ ได้แก่การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละการไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตาและปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)
๒.ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)
๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)
๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ)
๕. ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา)เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่วว่ามีผลจริงหรือไม่

ขอร่วมบำเพ็ญบุญด้วยการระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยคนครับ
ขออนุโมทนาบุญด้วยคนครับพี่ สาธุ..