อ่านคำท่านแล้วซึ้งใจ น้ำตาเอ่อ
ไม่ใช่เพราะเชื่อโดยงมงาย
แต่เพราะเห็นตามจริงจากการปฎิบัติดู
การภาวนานำความสงบสุขมาให้สู่ตัวผุ้ปฎิบัติ แม้เพียงชั่วแวบสั้นๆอย่างเกินบรรยายจริงๆ
จึงยอมรับคำท่านที่ว่า "การรักษาศีล ถึงแม้นนับได้ช่วงเวลาร้อยปี ก็มิมีคุณค่าเท่ากับการ "ภาวนา" เพียงช่วงเวลานกกระพือปีก"
ชีวิตเราแค่ตอนนี้ยอมรับความเป็นจริง
เดินตามรอยเท้าพระพุทธองค์ เดินตามรอยที่พระสงฆ์ท่านเดินนำแล้ว
ก็เบาสบายลง
การยอมรับเป็นสิ่งสำคัญมาก มันจะลดการต่อต้านต่อสู้ภายในตัวเองได้
(ที่มาจากบันทึก "ทาน" ที่มีผลมาก มีอานิสงส์ไพศาล... )
ถูกต้อง ๆ
อย่างเช่นในสมัยพุทธกาลหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนกับพระสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านตรัสเสร็จแล้ว ท่านจึงตรัสถามพระสารีบุตรว่า
"ท่านสารีบุตรเชื่อแล้วหรือยัง..?"
ท่านสารีบุตรตอบว่า "ท่านยังไม่เชื่อ..."
ก็เพราะว่ายังไม่เชื่อจริง ๆ คำพูดนี้คล้าย ๆ กับประมาท แต่ไม่ประมาท
พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญและตรัสบอกกับพระสารีบุตรว่า "นักปราชญ์ไม่ควรเชื่อ ควรไตร่ตรองให้ดีแล้วจึงเชื่อ"
คนที่ปฏิบัติธรรมะคือ การปฏิบัติจนเชื่อตัวของตัวไม่ต้องเชื่อคนอื่น...
ซึ่งแตกต่างกับ "ฑีฆะนักกะพราหมณ์" พราหมณ์คนนี้เชื่อตนเองมากไม่เชื่อคนอื่น
วันหนึ่ง ณ ดอยคิชกูฏ ที่ขอให้พระพุทธเจ้าให้ แต่ที่จริงไปแสดงธรรมให้พระพุทธเจ้าฟัง โดยเป็นการอวดรู้อวดเก่งของตัวเอง และฑีฆะนักกะพราหมณ์ก็พูดว่า "ทุกอย่างไม่ควรแก่ข้าพเจ้า"
พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า "ความเห็นอย่างนี้ก็ไม่ควรแก่พราหมณ์"
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบสวนมาพราหมณ์จึงรู้สึกเอะใจ และเริ่มพิจารณาจนลดทิฏฐิลง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
และทรงสรรเสริญธรรมะของพระพุทธองค์ว่า "ตนเองเกิดความรู้แจ่มแจ้งสว่างไหวเปรียบเสมือนจุดแสงขึ้นในที่มืด ประดุจหงายของที่คว่ำให้หงาย และเป็นผู้ชี้ทางให้กับคนหลงทางหลงทาง..."

โอวาทตอนหนึ่งขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ "พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)" ในเรื่อง สัมมาสมาธิ...
ใช่ สาธุ
คำพูดนี้คล้าย ๆ กับประมาท แต่ไม่ประมาท
คำพูดนี้เหมือนลองดี แต่หาได้มีจิตที่คิดลองดีไม่
แต่การได้ประสบสัมผัสกับสิ่งใดๆด้วยตนเองแล้ว
เหมือนที่เขาว่าธรรมนั้นจะเข้าไปถึงจิตถึงใจ เลยทีเดียว
จะซึ้งจริงๆ
มิน่าคำสวดมนต์เขาถึงว่า
พระธรรมของพระองค์นั้นไพเราะ
ไพเราะเพราะเข้าไปถึงจิตถึงใจนี่เอง
**************
เป็นคนชอบฟังเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลมากๆ ฟังแล้วมักได้ข้อคิดดีดีเสมอ
ขอบพระคุณท่าน!